วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม 2569

Login
Login

ปรากฏการณ์เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท

ปรากฏการณ์เมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท

ในยามวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงจากการที่สหรัฐอเมริการ่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และทางอิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซทางทะเล จากแหล่งผลิตในแถบนั้น

เป็นการตอบโต้ ก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงและทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นราคาทั่วโลก

ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันเชื้อเพลิงนี้เช่นกัน โดยเกิดความตื่นตระหนกว่าน้ำมันจะขาดแคลน และจะมีราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนรีบไปเติมน้ำมันที่สถานีบริการคิวยาวเหยียด

สถานีบริการหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทยได้รับน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลไม่พอจำหน่าย บางแห่งต้องจำกัดปริมาณจำหน่าย และไม่จำหน่ายให้ประชาชนที่นำภาชนะเป็นถังทุกประเภทมาเติมที่สถานีบริการ

การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ รัฐบาลน่าจะตระหนักว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากหลายฝ่ายทั้งผู้ค้าน้ำมันและประชาชนผู้ใช้น้ำมันทั่วไปคาดคะเนว่า น้ำมันต้องจะต้องมีราคาสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้ค้าน้ำมันที่ “เห็นแก่ได้” บางรายอาจกักตุนน้ำมันโดยวิธีขยักน้ำมันในครอบครองไว้ ไม่จัดส่งให้ผู้ขายปลีกหรือโรงงานที่ซื้อจากผู้ค้ารายใหญ่หรือผู้ค้าส่งตามปกติ เพื่อต้องการทำกำไรจากราคาน้ำมันที่ต้องขึ้นแน่ๆ

เพื่อแก้ปัญหาจากการเก็งว่าน้ำมันต้องขึ้นราคาและการเก็งกำไร รัฐบาลจึงใช้มาตรการตามกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดมีราคาขึ้นไปอีกลิตรละ6 บาท ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569

ปรากฏการณ์

จากการที่น้ำมันทุกชนิดมีราคาขายปลีกสูงขึ้นลิตรละ 6 บาท มีบุคคลบางฝ่ายทั้งที่เป็นนักการเมืองและไม่ใช่นักการเมือง กล่าวหาว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้โรงกลั่น ทำให้โรงกลั่นได้กำไรเป็นลาภลอยจากการขึ้นราคาของน้ำมันในครั้งนี้ เพราะน้ำมันดิบที่ใช้กลั่นเป็นสต๊อกเก่าที่โรงกลั่นน้ำมันซื้อไว้ตั้งแต่ยังไม่เกิดสงครามซึ่งยังไม่ขึ้นราคา จึงเรียกร้องให้

- รัฐบาลจัดการให้เงินส่วนต่างของราคาน้ำมันที่ขึ้นเป็นลิตรละ 6 บาท เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบเดิมที่ยังไม่ขึ้นราคา ที่ถือว่าเป็นลาภลอยของโรงกลั่นตกเป็นของรัฐ

- ขอให้กระทรวงพาณิชย์ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ยับยั้งการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสินค้าควบคุมทุกชนิดลิตรละ 6 บาท โดยระบุว่าเป็นน้ำมันจากสต๊อกเก่า ต้นทุนต่ำเป็นการซ้ำเติมประชาชน

ข้อพิจารณา

(1) ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่กฎหมายที่เรียกว่า “กฎหมายลาภลอย” ไม่มีบทบัญญัติกำหนดกระบวนการพิสูจน์เรื่องรายได้ที่ถือเป็นลาภลอย และบัญญัติให้รายได้ของผู้ประกอบการเอกชนที่เรียกว่าลาภลอย เช่น การขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีนี้ตกเป็นของรัฐ หรือรัฐเรียกเก็บเข้าคลังได้

มีแต่บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ “ลักษณะลาภมิควรได้” ซึ่งเป็นเรื่องของเอกชนต่อเอกชน รัฐจึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการให้รายได้ดังกล่าวตกเป็นของรัฐ หรือเรียกเก็บเข้ารัฐได้ 

ในทางกลับกัน เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายรองรับไว้ ทั้งกระบวนการพิสูจน์ว่าเป็นลาภลอยและให้อำนาจดำเนินการให้ตกเป็นของรัฐหรือรัฐเรียกเก็บเข้ารัฐ ผู้ประกอบการที่เป็นเอกชนจึงไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจ่ายรายได้ที่เรียกว่า ลาภลอยให้รัฐ

ผู้บริหารหรือกรรมการของบริษัทที่ยอมจ่าย หรือยอมให้รายได้จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงในกรณีนี้ตกเป็นของรัฐ โดยไม่มีกฎหมายกำหนดกระบวนการพิสูจน์และรองรับไว้ ก็อาจต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อไป

(2) การที่ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดขึ้นไปลิตรละ 6 บาทนั้น มิได้เป็นผลมาจากการกำหนดราคาขายหรือขึ้นราคาสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง แต่เป็นผลมาจากการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

มีมติให้ลดการใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดลงลิตรละ 6 บาท เป็นงานนโยบายเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชาติในระยะยาวโดยรวม 

การจะใช้อำนาจตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่บัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมีอำนาจกำหนดราคาซื้อ หรือราคาจำหน่ายสินค้าควบคุมที่เป็นกฎหมายทั่วไป มากำหนดราคาขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามราคาเดิมก่อนขึ้นราคาลิตรละ 6 บาท

จะเป็นการไม่ชอบด้วยแนวปฏิบัติในกรณีเรื่องใด หรือสินค้าใดมีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะแล้วก็ให้ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะ ประการสำคัญจะเป็นการดำเนินการที่เกินอำนาจเป็นการลบล้างอำนาจของกฎหมายกองทุนน้ำมัน ที่เป็นกฎหมายเฉพาะและไม่สอดตล้องกับนโยบายของรัฐบาล

(3) สำหรับเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ราคาพลังงานและที่เกี่ยวข้อง มีผู้ฟ้องคดีรวม 4 คนได้ฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายหลายข้อ มีผู้ถูกฟ้องคดีรวม 8 คนโดยมีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8

มีประเด็นที่ฟ้องหลายประเด็น ซึ่งศาลชั้นต้นได้สรุปเป็นข้อหาได้ 6 ข้อหา มีคำขอหลายประการ ข้อหาที่สามฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่กำหนดเพดานราคาน้ำมันและก๊าซที่เป็นธรรม 

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องข้อหาที่หนึ่ง สองและสามไว้พิจารณา ให้แยกคดีเป็นสามคดี ผลคดีโดยสรุปศาลชั้นต้นยกฟ้องทุกข้อหาทุกคดี โดยข้อหาที่สามหรือคดีที่สาม ซึ่งมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 ละเลยต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 กรณีไม่ควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ 

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปได้ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 อนุมัติให้ดำเนินการยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

ประกอบกับ มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงรวมถึงพลังงานอื่นในประเทศโดยเฉพาะอยู่แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 จึงไม่มีหน้าที่กำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด พิพากษายกฟ้อง

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตามคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี คดีหมายเลขดำที่ อร.297/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อร.167/2566 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 ว่า การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน

จึงเป็นอันว่าคดีถึงที่สุด ซึ่งถือได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานตามประเด็นต่างๆ แห่งคดีนี้หลายประเด็น เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานตามที่ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษานี้ต่อไปได้