วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

ระวัง ‘ตลาด’ มองโลกในภาวะสงครามดีเกิน

ระวัง ‘ตลาด’ มองโลกในภาวะสงครามดีเกิน

สัปดาห์ที่แล้วผมสนทนากับนักลงทุนต่างประเทศ ได้ความว่านักลงทุนห่วงตลาดการเงินขณะนี้ว่ามองโลกในภาวะสงครามดีเกิน ประเมินความเสี่ยงจากภัยสงครามต่อเศรษฐกิจโลกตํ่าเกิน

เห็นได้จากการปรับลงของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ตํ่ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งผมเห็นด้วยเพราะตลาดหุ้นไทยเองก็ลดลงเพียง 5-6% ตั้งแต่การสู้รบเกิดขึ้น ซึ่งถ้าตลาดการเงินโลกประเมินผิด การปรับตัวรุนแรงจะเกิดขึ้นตามมา 

ที่สําคัญมองโลกดีเกินทำให้ผู้ทํานโยบายชะล่าใจไปด้วยเพราะอิทธิพลที่ตลาดการเงินมีต่อการทํานโยบายเศรษฐกิจ ประเทศอาจประมาท ไม่ตั้งรับดีพอและเกิดความเสียหายใหญ่หลวงตามมา เป็นสิ่งที่เศรษฐกิจไทยต้องระวัง และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ตั้งแต่เกิดสงคราม ใครที่ติดตามตลาดการเงินโลก คงเห็นหลายอย่างที่ดูผิดสังเกตในการปรับตัวของตลาดการเงินคราวนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวน ขึ้นลงรายวันตามข่าวสงคราม แต่สุทธิแล้วลดลงไม่มาก ดัชนี S&P 500 ลดลงเพียง 6-7% เดือนมีนาคม

ขณะที่ราคานํ้ามันเพิ่มขึ้นสูงกว่า 50% อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐระยะยาวปรับสูงขึ้น ชี้ถึงความเสี่ยงที่มากขึ้น แต่เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและราคาทองคําที่ปรกติจะปรับขึ้นในภาวะสงครามกลับลดลง ลดลงกว่า 20% ในเดือนมีนาคม

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในภาวะที่ช๊อกต่อราคาน้ำมันจากสงครามรุนแรง โดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) มีความเห็นว่าดิสรัปชันต่ออุปทานน้ำมันคราวนี้อาจรุนแรงมากสุดในประวัติศาสตร์ คําถามคือ อะไรเกิดขึ้น ตลาดการเงินประเมินความเสี่ยงของสงครามต่อเศรษฐกิจโลกตํ่าไปหรือไม่ นี่คือประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงขณะนี้

ในความเห็นผม ตลาดการเงินประเมินความเสี่ยงของสงครามคราวนี้ตํ่าไปโดยเฉพาะช่วง 2 สัปดาห์เเรกที่เกิดสงคราม เพราะตลาดประเมินว่าสงครามจะไม่ลากยาว จะจบเร็วด้วยการเจรจา ทําให้ราคานํ้ามันปรับขึ้นไม่มากและผลกระทบรอบสองของราคาน้ำมันที่สูงต่อเศรษฐกิจโลกก็จะไม่รุนแรง 

ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างการใช้พลังงานในเศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนไปมากเทียบกับ 50 ปีก่อนที่เกิดวิกฤติราคานํ้ามันครั้งแรก สัดส่วนการใช้นํ้ามันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจลดลง การพึ่งพลังงานจากนํ้ามันมีน้อยลงเพราะมีพลังงานทางเลือก

ขณะที่ประเทศที่ผลิตนํ้ามันในโลกก็มีจำนวนมากขึ้น เช่น สหรัฐ แคนาดา บราซิล โครงสร้างดังกล่าวจะช่วยเศรษฐกิจโลกปรับตัวกับราคานํ้ามันที่เพิ่มขึ้น คือมองโลกดี สวยงาม

ในแง่นโยบาย การประเมินว่าสงครามจะสั้นทำให้ตลาดมองว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นเรื่องชั่วคราว ขึ้นแล้วก็จะลง รัฐบาลจึงอาจใช้นโยบายการเงินการคลังประคับประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นชั่วคราวเพื่อลดผลกระทบ นี่คือแนวคิดที่ทำให้ตลาดการเงินไม่ได้กังวลมากกับสงคราม การปรับตัวจึงไม่รุนแรง 

ที่สําคัญ ในบางประเทศแนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการทำนโยบายแบบ “อุ้ม” เศรษฐกิจ ที่รัฐบาลเน้นควบคุมราคาสินค้า ตรึงราคาน้ำมัน และใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อลดผลกระทบในช่วงราคานํ้ามันเเพง ไม่ได้เน้นให้เศรษฐกิจเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับตัว หรือเตรียมแผนตั้งรับระยะยาว คือมองโลกสวยตามไปด้วย

แต่สองอาทิตย์ที่ผ่านมา มุมมองโลกสวยถูกท้าทายเมื่อสงครามไม่ได้จบเร็ว แต่ยืนระยะและรุนแรงมากขึ้น การสู้รบขยายวงไปสู่ประเทศในกลุ่ม GCC ที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ มีการปิดช่องแคบ Hormuz ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของนํ้ามันและเศรษฐกิจ ความรุนแรงของการสู้รบทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่สงครามจะไม่จบเร็ว แต่จะลากยาวเพราะทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร 

การเจรจาที่เป็นฉากจบของทุกสงครามก็ดูห่างไกล ทำให้ราคานํ้ามันจะยืนในระดับสูงต่อไป คือระหว่าง 100-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหรือสูงกว่า ตราบใดที่การสู้รบยังมีอยู่ และแม้สหรัฐจะยุติการเข้าร่วมสงครามด้วยเหตุผลภายในประเทศ อิหร่านกับอิสราเอลกับประเทศในกลุ่ม GCC ก็จะรบกันต่อไป

สงครามจึงจะไม่หยุดและอาจขยายวงสร้างความเสียหายต่อการผลิตนํ้ามันในตะวันออกกลางมากขึ้น ผลคือ การปรับขึ้นของราคานํ้ามันจะไม่ใช่ภาวะชั่วคราวแบบที่ตลาดหวัง แต่จะเป็นการปรับขึ้นของราคาในระดับที่สูงหรือสูงมากแบบถาวร

ผมคิดว่าในหนึ่งถึงสองเดือนข้างหน้าทุกอย่างจะชัดเจนว่าสงครามลากยาวหรือไม่ ขยายวงหรือไม่ สหรัฐจะอยู่ในสงครามต่อไปหรือไม่ จะจบหรือไม่จบอย่างไร ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นแค่ไหน ผ่านจุดสูงสุดหรือยัง

ขณะที่ความรุนแรงของผลกระทบรอบสองต่อเศรษฐกิจก็จะเริ่มปรากฏจากข้อมูลที่จะออกมา เช่น ราคาสินค้าแพงขึ้น อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ต้นทุนสูงขึ้น การผลิตลดลง การจ้างงานลดลง การส่งออกลดลง 

มีหลายประเทศที่สถานการณ์น้ำมันจะเป็นวิกฤติ จากที่ปริมาณน้ำมันสํารองร่อยหรอจนเกิดภาวะขาดเเคลน และในประเทศที่ต้องนําเข้าสินค้าเพื่อการบริโภค การขาดแคลนอาจลามไปถึงอาหารและสินค้าที่จําเป็นต่อการผลิตและชีวิตประจําวัน เช่น ปุ๋ย ยารักษาโรค ช่วงนี้ความเดือดร้อนจะปรากฏไปทั่ว ทดสอบฝีมือการบริหารของรัฐบาล ซึ่งประเทศไทยก็เช่นกัน

สำหรับตลาดการเงิน การปรับราคาสินทรัพย์ (Repricing) จะเกิดขึ้นอีกครั้งและจะรุนแรงเมื่อตลาดการเงินตระหนักว่าสิ่งที่คิดไว้เดิมผิด ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกจากสงครามมีมากกว่าที่ประเมินไว้

ซึ่งตัวเลขที่จะจุดประเด็นให้ตลาดเปลี่ยนมุมมองและปรับตัวก็คือ 1.ราคานํ้ามันที่ขึ้นต่อเนื่องและสงครามที่ลากยาว 2.ตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงจนทุกฝ่ายประเมินว่าธนาคารกลางจะไม่ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแต่จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ ทําให้เศรษฐกิจยิ่งชะลอ 

3.นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการกําไรของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นผู้นําตลาด เหมือนยอมรับว่าสงครามมีผลต่อเศรษฐกิจมากและมีผลถึงกําไรของบริษัท ตัวเลขเหล่านี้จะจุดชนวนให้นักลงทุนปรับตัว ปรับพอร์ต นำไปสู่ความผันผวนใหญ่ในตลาดการเงินโลกอีกรอบ เป็นข้อมูลที่นักลงทุนบ้านเราต้องติดตามเช่นกัน เพื่อไม่ให้ล่าช้า เพื่อความปลอดภัย

สําหรับประเทศไทยสิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศห่วงคือ การดําเนินนโยบายเศรษฐกิจตามไม่ทันสถานการณ์ และรั่วไหลมากในการดำเนินการ ทำให้เศรษฐกิจเสียหายมากขึ้นแทนที่จะได้ประโยชน์จากนโยบาย การตามไม่ทันสถานการณ์มาจากการไม่เข้าใจพลวัตของปัญหา

ทำให้การแก้ปัญหาเน้นผลระยะสั้นแบบธุรกิจ ไม่ตระหนักถึงผลระยะยาวที่จะมีต่อเศรษฐกิจและประชาชน

ในประเด็นนี้ ผมมี 3 เรื่องที่อยากฝากถึงผู้ทํานโยบายผ่านคอลัมน์นี้

1.อย่าให้เกิดภาวะขาดแคลน ราคาสินค้าแพงได้แต่ต้องไม่ขาดแคลน เพราะถ้าขาดแคลนประชาชนทั้งประเทศเดือดร้อน โดยเฉพาะนํ้ามันและปุ๋ย ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ ถ้าไม่มีปุ๋ย ก็ไม่มีอาหาร กระทบความมั่นคงของประเทศ

2.การลดดอกเบี้ยในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวจากราคานํ้ามันที่สูงเป็นสิ่งที่อันตราย ต้องหลีกเลี่ยง เพราะจะพาเศรษฐกิจเข้าสู่กับดัก Stagflation ที่เศรษฐกิจถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งแก้ยาก และถ้าเกิดขึ้นเศรษฐกิจจะติดกับดักนี้เป็นปีๆ คือพาคนทั้งประเทศไปสู่ความเดือดร้อนเป็นปีๆ

3.ต้องระวังเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะราคานํ้ามันแพงจะทําให้เศรษฐกิจขาดดุลสองด้านพร้อมกัน คือขาดดุลการคลังและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การแก้ไขต้องทําอย่างระมัดระวัง

เพราะถ้าผิดพลาด นักลงทุนจะขาดความเชื่อมั่น เครดิตประเทศจะถูกลดอันดับ เกิดเงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทอ่อน เงินเฟ้อในประเทศยิ่งเร่งตัว จุดประเด็นเรื่องเสถียรภาพและความเสี่ยงที่ประเทศจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ

 

ระวัง ‘ตลาด’ มองโลกในภาวะสงครามดีเกิน