สงครามระหว่างอิหร่านกับการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในปี 2569 ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งในตะวันออกกลางเท่านั้น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเอเชียใต้ โดยเฉพาะปากีสถาน
ปากีสถานกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ทางการทูตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคเชื่อมโยงกันผ่านพลังงาน ศาสนา และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ปากีสถานจึงกลายเป็นประเทศที่ยืนอยู่ตรงจุดตัดของความขัดแย้งครั้งนี้โดยตรง
จุดเริ่มต้นของปัญหามาจากการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านต่ออิสราเอลและประเทศอ่าว เช่น ซาอุดีอาระเบีย
ขณะเดียวกัน วิกฤติช่องแคบฮอร์มุซได้ทำให้การขนส่งพลังงานโลกสะดุดและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานการณ์นี้ทำให้ความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในสนามรบ แต่ขยายไปสู่เศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้งภูมิภาค
ในบริบทนี้ ปากีสถานกลับตกอยู่ในกับดักทางยุทธศาสตร์ที่ตนเองสร้างขึ้นบางส่วนจากนโยบายต่างประเทศก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงนามในข้อตกลงป้องกันร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกำหนดว่าการโจมตีฝ่ายหนึ่งถือเป็นการโจมตีทั้งสองฝ่าย
เมื่ออิหร่านเริ่มโจมตีเป้าหมายในซาอุฯ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเอกสารทางการทูตอีกต่อไป แต่กลายเป็นแรงกดดันที่บังคับให้ปากีสถานต้องเลือกข้างในสถานการณ์ที่ซับซ้อน
ความยากของปากีสถานคือ การเลือกข้างใดข้างหนึ่งล้วนมีต้นทุนสูง หากสนับสนุนซาอุดีอาระเบียอย่างชัดเจน ก็เสี่ยงทำลายความสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนร่วมกันและมีความสำคัญต่อความมั่นคงชายแดน
หากเลือกวางตัวเป็นกลาง ก็อาจกระทบต่อความสัมพันธ์กับโลกอ่าวซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญจากแรงงานและเงินทุน ขณะเดียวกัน ปากีสถานยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐ ที่ยังมีบทบาทด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอยู่
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้นเมื่อมองจากภายในประเทศ ปากีสถานมีประชากรชาวชีอะห์จำนวนมาก และหลังการโจมตีอิหร่านได้เกิดการประท้วงขนาดใหญ่ในหลายเมือง รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงหน้าสถานกงสุลสหรัฐ ในการาจีที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
นี่สะท้อนว่าการกำหนดนโยบายต่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายนอก แต่มีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ
ในอีกด้านหนึ่ง ปากีสถานยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็น ความตึงเครียดกับอัฟกานิสถาน หรือปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนกับอิหร่านเอง
การที่ประเทศต้องรับมือกับหลายวิกฤติพร้อมกัน ทำให้การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ยิ่งยากขึ้น และลดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ปากีสถานกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า “กับดักของความคลุมเครือ” นั่นคือ นโยบายต่างประเทศที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างหลายฝ่าย แต่เมื่อเกิดวิกฤติจริงกลับกลายเป็นข้อจำกัด เพราะไม่สามารถยืนหยัดในท่าทีใดท่าทีหนึ่งได้อย่างชัดเจน
ในระยะสั้น ความคลุมเครืออาจช่วยให้ประเทศมีพื้นที่ในการเจรจา แต่ในระยะยาวอาจทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ
ท้ายที่สุด บทเรียนจากกรณีของปากีสถานชี้ให้เห็นว่า การกำหนดนโยบายต่างประเทศที่ไม่ชัดเจน อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อเผชิญกับวิกฤติระดับภูมิภาค
ประเทศที่อยู่ในจุดตัดของมหาอำนาจจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และสามารถสื่อสารจุดยืนของตนได้อย่างมั่นคง มิฉะนั้นแล้ว การพยายามไม่เลือกข้าง อาจไม่ได้ทำให้รอดพ้นจากความขัดแย้ง แต่กลับทำให้ถูกดึงเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของมันโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
*ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาคคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย





