การทูต (Diplomacy) ตามบริบทความคุ้นเคยทั่วไป จะนิยามถึง การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านการสื่อสาร การเจรจา และการประชุมเสวนา
ดังนั้นโดยมากคำว่า “การทูต” จึงถูกเข้าใจว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือในบริบทความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR) ผ่านการเจรจาและการสื่อสารโดยไม่ใช้ความรุนแรง และถูกมองว่าเป็นเรื่องราวในระดับระหว่างประเทศเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงนั้น จริงอยู่ที่ “การทูต (Diplomacy)” จะถูกใช้ในระดับมหภาค (ระหว่างประเทศ) แต่โดยตัวหลักการที่สำคัญจริงๆ แล้ว ยังสามารถใช้ในระดับจุลภาค (ในระดับความสัมพันธ์ของบุคคล) ได้อีกด้วย
ซึ่งจะเห็นได้ชัดตามบทความหมายของ Cambridge Dictionary (ระดับ C2) มี 2 ความหมายหลัก คือ 1) การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และ 2) ทักษะในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์โดยไม่สร้างความขุ่นเคืองหรือความรุนแรงระหว่างกัน
รวมทั้งตามบทนิยามของ National Museum of American Diplomacy ก็ระบุว่าหมายถึง ศิลปะและแนวปฏิบัติในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกัน รวมทั้งการเจรจาต่อรองด้วยปฏิภาณไหวพริบที่ดีและเคารพซึ่งกันและกัน
ดังนั้น แนวทางการทูต หากจะสรุปสั้นๆ และนำไปใช้ได้ทั้งระดับเล็กในหน่วยบุคลต่อบุคคล ไปจนถึงประเทศต่อประเทศ และระดับโลก นั่นก็คือ การบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของทั้งสองฝ่ายอย่างสมประโยชน์ ด้วยวิธีการสื่อสารและเจรจาที่ดี งดความรุนแรง งดสร้างความขุ่นเคือง และลดความขัดแย้งระหว่างกัน ซึ่งแนวทางนี้มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการอยู่ร่วมกันในสังคมทุกระดับ
ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้ที่จริงแล้วก็มีจุดเริ่มต้นมาจากหน่วยเล็กๆ จากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
ดังนั้นหากครอบครัว หรือหน่วยสังคมเล็กๆ เพาะปลูกการไม่สร้างความขัดแย้ง และหลีกเลี่ยงความรุนแรงจนฝังลึกลงไปจนเป็นค่านิยมและบรรทัดฐานสำคัญของสังคมแล้ว ผู้คนก็จะตระหนักและให้ความสนใจ ใส่ใจในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน
อีกทั้งการเลือกใช้คำพูด เลือกใช้วิธีการในการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นวิถีทางการทูตอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรต้องปลูกฝัง เพราะแม้ “สาร” จะเหมือนกัน แต่หากเลือก “วิธีสื่อสาร” และ “น้ำเสียง” หรือ “จังหวะ” ที่ต่างกัน ก็จะทำให้ “ผลลัพธ์” นั้นต่างกันไปอย่างมาก เช่น
หากต้องการให้ลูกช่วยงานบ้าน
❌วันๆ ไม่ทำอะไรเลย ไม่เคยคิดจะช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านเลย ทำไมทำตัวขี้เกียจแบบนี้
✅ เดี๋ยวหนูทานข้าวเสร็จแล้ว ช่วยพ่อล้างรถหน่อยได้ไหมลูก รถคันใหญ่ ช่วยกัน 2 คน แป๊ปเดียวใช้เวลาไม่นาน
(เน้นบอกงานที่อยากให้ทำ สื่อสารตรงประเด็น ไม่พูดแง่ลบในภาพรวม ก็จะได้งานที่ตรงประเด็นโดยไม่ต้องเสียความรู้สึกระหว่างกัน)
ต้องการบอกพ่อว่าวันนี้อยากพักและงดอ่านหนังสือสักหนึ่งวัน หลังจากอ่านหนักมาหลายวัน
❌วันนี้หยุดนะ อ่านมาหลายวันละ ขี้เกียจ
✅พ่อครับ วันนี้ผมว่าจะขอหยุดพักไม่อ่านหนังสือสักวันครับ เพราะผมอ่านมาทั้งสัปดาห์แล้ว และเก็บประเด็นเนื้อหาได้หมดแล้ว เหลือฝึกฝนโจทย์จก็บรายละเอียดอีกหน่อย ซึ่งคิดว่าเวลาที่เหลืออยู่ จะยังทันสอบได้ครับ
(แจ้งเหตุผลและแผนการที่ชัดเจน ทำให้อีกฝ่ายที่คาดหวังได้ฟังคำตอบแล้ว มีข้อมูลในการพิจารณาอย่างครบถ้วน ลดช่องว่างการคิดและตัดสินใจไปเอง ซึ่งจะเกิดความขัดแย้งต่อได้)
ต้องการบอกให้นักศึกษาแก้งาน
❌งานของเธอมันเกินจะบรรยาย ลุงขายของหน้ามหาวิทยาลัยยังทำได้ดีกว่านี้ ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ
✅อาจารย์ว่างานของเราควรต้องปรับปรุงหน่อยนะครับ ประเด็นยังไม่สมบูรณ์ อยากให้นักศึกษาเรียบเรียงเรื่องใหม่ โดยเริ่มจากความสำคัญของปัญหาก่อน แล้วตามมาด้วยข้อคำถามและวัตถุประสงค์ จากนั้นจึงค่อยระบุสิ่งที่ค้นพบและอภิปราย จะทำให้งานสมบูรณ์และใช้ได้จริงนะครับ อาจารย์เข้าใจว่าอาจต้องแก้หลายครั้ง แต่เพื่อประโยชน์ต่อตัวเราในอนาคต พยายามอีกหน่อยนะ
(บอกจุดที่ต้องปรับชัดเจน ไม่เน้นอารมณ์ และแจ้งรายละเอียดที่คาดหวัง เพื่อเปิดให้นักศึกษาหรืออีกฝ่ายได้ชี้แจง โดยไม่เหมารวมไปถึงลักษณะนิสัยหรือสถานการณ์อื่นๆ (no pre-judgment)
เตือนนักศึกษามาสาย
❌สายอีกแล้ว ทำไมเป็นแบบนั้น นิสัยแย่จริงๆ ไม่เคยเห็นว่ามาได้ทันเวลาเลย แค่นี้รับผิดชอบไม่ได้ จบไปใครจะรับทำงาน ไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอก
✅นักศึกษามีประวัติเข้าสายค่อนข้างบ่อยเลยครับ มีปัญหาอะไรอยากบอกหรือปรึกษาอาจารย์ไหมครับ อาจารย์เป็นห่วงว่าหากเราสายหลายครั้งแบบนี้ จะส่งผลให้เราฟังบรรยายเนื้อหาไม่ทัน และจะถูกหักคะแนนชั้นเรียน
เพราะกฎของชั้นเรียนที่ทุกคนทำตามร่วมกันคือมาเรียนตรงเวลา อาจารย์ก็ไม่อยากหักคะแนนเลย แต่เราก็ต้องเคารพเพี่อนคนอื่นๆ ในห้องด้วย นักศึกษาลองปรับตารางเวลาของตัวเองหน่อยดีไหมครับ หรือหากติดปัญหาอะไร ก็บอกอาจารย์ได้นะครับ เราบะได้หาทางออกร่วมกัน
(สอบถามปัญหาอย่างตรงจุดเพี่อการรับฟังและพัฒนาต่อ รวมทั้งการบอกสิ่งที่อีกฝ่ายจะได้รับ หากมีการปรับปรุง โดยไม่ต้องพูดถึงประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง)
หัวหน้าเลือกลูกน้องไปนำเสนองานต่างประเทศได้แค่คนเดียว แต่มีคนสนใจอยากไปหลายคน
❌พี่เอา A ไปละกันงานนี้ เพราะเค้าเก่ง
✅ขอบคุณทุกคนที่สนใจไปนำเสนองานในครั้งนี้ครับ พี่เห็นศักยภาพและความสามารถของทุกคน และอยากให้ทุกคนได้มีโอกาส แต่ทางบริษัทก็มีข้อจำกัดในการที่มีจำนวนคนไปได้เพียงแค่คนเดียว
ซึ่งทางกรรมการก็เห็นตรงกันว่า ให้ A ได้ไปในครั้งนี้ เพราะ A เป็นผู้ดูแลงานนี้มาตั้งแต่ต้น ทำให้มีความเข้าใจประเด็นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ส่วนคนอื่นๆ ไม่ต้องกังวลใจ ทางบริษัทยังมีกิจกรรมงานอื่นๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ได้แสดงศักยภาพ พี่จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นและตั้งใจแบบนี้ต่อไป เมื่อจังหหวะเหมาะสมมาถึง พี่จะช่วยผลักดันทุกคนเอง
(กล่าวให้เห็นว่าทุกคน ทุกตำแหน่งสำคัญ เพียงแต่คนถูกเลือกมีเพียงคนเดียว ทำให้ย่อมมีคนสมหวังและผิดหวัง จึงต้องถ่วงดุลความรู้สึกให้ดี)
ต้องการขยายการค้าไปยังประเทศเอเชียกลาง
❌ตอนนี้เราได้ผลกระทบการมาตรการภาษีจากสหรัฐอเมริกา เราจึงต้องมาหาทางเลือกใหม่ เลยเจรจากับประเทศของท่าน
✅ประเทศในตะวันออกกลางเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเสมอ อีกทั้งยังมีจุดที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเป็นประตูสู่ยุโรปตะวันออกอีกด้วย
ฝั่งไทยเองก็ยินดีที่จะเปิดประตูการค้าและเป็นประตูหลักเพื่อสานต่อไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับสถานการณ์โลกในยุคปัจจุบันนี้มีความไม่แน่นอน (uncertainty and volatility)
ดังนั้นการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน การเปิดโอกาสการค้าการลงทุนระหว่างกัน จะเป็นส่วนส่งเสริมขีดความสามารถของกันและกันได้อย่างดีเยี่ยม
(เจรจาเพื่อเกิดข้อตกลงที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย)
ข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของการใช้หลักการในการทูตเพื่อเจรจาจัดการความสัมพันธ์ทั้งในระดับเล็กๆ เชิงบุคคล และในระดับใหญ่ ระหว่างประเทศ
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะระดับใด หากการสื่อสารดีและถูกต้อง ย่อมสามารถเจรจาได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยไม่ต้องสร้างความขัดแย้ง และลดความรุนแรง เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและสงบสุข
ดังนั้น การทูตจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในทุกระดับความสัมพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้





