แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน อาจะยุติลงได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ แต่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ น่าจะอยู่ที่ระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปี ซึ่งจะบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก
หากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างไปใช้พลังงานจากแสงแดด ดังที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว
แต่ปัญหาโครงสร้างในเชิงโครงสร้างที่กระทบประเทศไทยอย่างมากและหาทางออกได้ยากคือ ปัญหาที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดตัวลงอย่างมาก เห็นได้จากภาพกราฟที่นำเสนอข้อมูลอัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ของไทย กล่าวคือ สถิติว่าผู้หญิงไทยมีลูกกี่คนในช่วงที่อยู่ในระหว่างที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์
ประเด็นคือ หากอัตราการเจริญพันธุ์สูงกว่า 2.1 แปลว่าประชากรของประเทศไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะจะมีคนเกิดใหม่มากกว่าจำนวนคนที่เสียชีวิต แต่หากอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 แปลว่าประชากรของประเทศไทยจะลดลงในที่สุด แต่จะเกิดขึ้นอย่างช้าฯ ใช้เวลานาน 20 ถึง 30 ปี จึงจะเห็นผล
จากภาพจะเห็นว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยนั้น เริ่มต่ำกว่า 2.1 คนตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา และลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนกระทั่งเหลือเพียง 1.2 คนในปี 2023 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง
เพราะปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว และเท่าที่มีข้อมูล ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศใดเลย ที่ประสบความสำเร็จในการทำนโยบายที่จะกระตุ้นให้อัตราการเจริญพันธุ์ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นประเทศเดียวคือ ประเทศอิสราเอล
ส่วนประเทศฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนั้น ใช้มาตรการอุดหนุนและส่งเสริมอย่างหลากหลายเพื่อกระตุ้นให้มีลูกเพิ่มขึ้น และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ไม่ลดลง แต่ก็ไม่สามารถทำให้อัตราการเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้น
สำหรับประเทศไทยนั้น ทางสภาพัฒน์ฯได้เคยทำการคาดการณ์แนวโน้มประชากรของไทยในช่วงปี 2553 ถึง 2583 (2010-2040) โดยประเมินว่าประชากรของไทยจะลดลงอย่างช้าฯ เริ่มต้นในปี 2571 แต่ปรากฏว่า ประชากรของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562 (2019) หรือ เร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 9 ปี
นอกจากจำนวนประชากรจะลดลงเพราะอัตราการเกิดใหม่ลดลงอย่างมากแล้ว ประชากรก็จะแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย เช่น อายุมัธยฐาน (median age) ของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 35.3 ปี ในปี 2015 มาเป็น 42.6 ปี ในปี 2030 และสูงขึ้นไปอีกเป็น 46 ถึง 48 ปีในปี 2040
ซึ่งเปรียบเทียบกับอายุมัธยฐานของประชาชนของเวียดนามที่ 34 ปีในปี 2026 กับอายุมัธยฐานของประชากรของไทยที่ 41 ปีในปีเดียวกันก็จะเห็นว่า ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง ดังปรากฏในรูปที่นำเสนอข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่า ยิ่งประชากรอายุมากขึ้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มลดลง
อีกมิติหนึ่งที่สามารถเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราการเจริญพันธุ์กับการขยายตัวของจีดีพี คือ การนำเอาข้อมูลทั้งสองของประเทศไทยมาเปรียบเทียบกัน ดังปรากฏในภาพ
การแก่ตัวของประชากรของไทยในภาพรวมนั้น จะเร่งตัวต่อไปอีก ดังปรากฏในตารางข้างล่างที่ผมคำนวณเองโดยการนำเอาข้อมูลจริงของจำนวนประชากรไทยในช่วง 4 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา มาใช้เพื่อคาดการณ์โครงสร้างประชากรแบ่งตามกลุ่มอายุ
จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยจะต้องเร่งทำให้กลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงาน (15-65 ปี) มีผลิตสภาพสูงขึ้นอย่างมาก เพราะคนกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงานนี้ จึงจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเป็นผู้จ่ายภาษี
โดยที่จำนวนของกลุ่มนี้ จะลดลงถึง 5 ล้านคน ในขณะเดียวกันก็จะต้องเลี้ยงดูเยาวชนของไทยอย่างดีที่สุด เพราะเป็นทรัพยากรของชาติที่มีค่า และจะมีจำนวนลดลงจาก 10 ล้านคนเหลือ เพียง 8 ล้านคน
ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ (65 ปี และมากกว่า) ซึ่งหมายถึงตัวผมเองนั้น ก็จะต้องพยายามดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง ปราศจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับสังคมมากจนเกินไป เพราะจำนวนของคนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนเป็น 15.4 ล้านคน ในอีกประมาณ 15 ปี ข้างหน้าครับ





