วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

แม้ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน อาจะยุติลงได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ แต่ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ น่าจะอยู่ที่ระดับสูงต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ถึง 3 ปี ซึ่งจะบั่นทอนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก

หากประเทศไทยไม่เร่งปรับโครงสร้างไปใช้พลังงานจากแสงแดด ดังที่ผมได้กล่าวถึงไปแล้ว

แต่ปัญหาโครงสร้างในเชิงโครงสร้างที่กระทบประเทศไทยอย่างมากและหาทางออกได้ยากคือ ปัญหาที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดตัวลงอย่างมาก เห็นได้จากภาพกราฟที่นำเสนอข้อมูลอัตราการเจริญพันธุ์ (fertility rate) ของไทย กล่าวคือ สถิติว่าผู้หญิงไทยมีลูกกี่คนในช่วงที่อยู่ในระหว่างที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์

เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

ประเด็นคือ หากอัตราการเจริญพันธุ์สูงกว่า 2.1 แปลว่าประชากรของประเทศไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะจะมีคนเกิดใหม่มากกว่าจำนวนคนที่เสียชีวิต แต่หากอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 2.1 แปลว่าประชากรของประเทศไทยจะลดลงในที่สุด แต่จะเกิดขึ้นอย่างช้าฯ ใช้เวลานาน 20 ถึง 30 ปี จึงจะเห็นผล

จากภาพจะเห็นว่า อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยนั้น เริ่มต่ำกว่า 2.1 คนตั้งแต่ปี 1991 เป็นต้นมา และลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนกระทั่งเหลือเพียง 1.2 คนในปี 2023 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง

เพราะปรากฏการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว และเท่าที่มีข้อมูล ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีประเทศใดเลย ที่ประสบความสำเร็จในการทำนโยบายที่จะกระตุ้นให้อัตราการเจริญพันธุ์ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นประเทศเดียวคือ ประเทศอิสราเอล

ส่วนประเทศฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนั้น ใช้มาตรการอุดหนุนและส่งเสริมอย่างหลากหลายเพื่อกระตุ้นให้มีลูกเพิ่มขึ้น และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ไม่ลดลง แต่ก็ไม่สามารถทำให้อัตราการเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้น

สำหรับประเทศไทยนั้น ทางสภาพัฒน์ฯได้เคยทำการคาดการณ์แนวโน้มประชากรของไทยในช่วงปี 2553 ถึง 2583 (2010-2040) โดยประเมินว่าประชากรของไทยจะลดลงอย่างช้าฯ เริ่มต้นในปี 2571 แต่ปรากฏว่า ประชากรของไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2562 (2019) หรือ เร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ 9 ปี

เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

นอกจากจำนวนประชากรจะลดลงเพราะอัตราการเกิดใหม่ลดลงอย่างมากแล้ว ประชากรก็จะแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย เช่น อายุมัธยฐาน (median age) ของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 35.3 ปี ในปี 2015 มาเป็น 42.6 ปี ในปี 2030 และสูงขึ้นไปอีกเป็น 46 ถึง 48 ปีในปี 2040

ซึ่งเปรียบเทียบกับอายุมัธยฐานของประชาชนของเวียดนามที่ 34 ปีในปี 2026 กับอายุมัธยฐานของประชากรของไทยที่ 41 ปีในปีเดียวกันก็จะเห็นว่า ประเทศไทยเสียเปรียบประเทศคู่แข่ง ดังปรากฏในรูปที่นำเสนอข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่า ยิ่งประชากรอายุมากขึ้น อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะมีแนวโน้มลดลง

เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

อีกมิติหนึ่งที่สามารถเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราการเจริญพันธุ์กับการขยายตัวของจีดีพี คือ การนำเอาข้อมูลทั้งสองของประเทศไทยมาเปรียบเทียบกัน ดังปรากฏในภาพ

              เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

การแก่ตัวของประชากรของไทยในภาพรวมนั้น จะเร่งตัวต่อไปอีก ดังปรากฏในตารางข้างล่างที่ผมคำนวณเองโดยการนำเอาข้อมูลจริงของจำนวนประชากรไทยในช่วง 4 ถึง 5 ปีที่ผ่านมา มาใช้เพื่อคาดการณ์โครงสร้างประชากรแบ่งตามกลุ่มอายุ

เศรษฐกิจไทยถูกซ้ำเติมจาก ‘ประชากรแก่ตัว’

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยจะต้องเร่งทำให้กลุ่มคนที่อยู่ในวัยทำงาน (15-65 ปี) มีผลิตสภาพสูงขึ้นอย่างมาก เพราะคนกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงานนี้ จึงจะเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเป็นผู้จ่ายภาษี

โดยที่จำนวนของกลุ่มนี้ จะลดลงถึง 5 ล้านคน ในขณะเดียวกันก็จะต้องเลี้ยงดูเยาวชนของไทยอย่างดีที่สุด เพราะเป็นทรัพยากรของชาติที่มีค่า และจะมีจำนวนลดลงจาก 10 ล้านคนเหลือ เพียง 8 ล้านคน

ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุ (65 ปี และมากกว่า) ซึ่งหมายถึงตัวผมเองนั้น ก็จะต้องพยายามดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง ปราศจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับสังคมมากจนเกินไป เพราะจำนวนของคนกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนเป็น 15.4 ล้านคน ในอีกประมาณ 15 ปี ข้างหน้าครับ