วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Agentic Economy

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Agentic Economy

ภาคเศรษฐกิจและภาคธุรกิจไทยกำลังก้าวสู่ยุค Agentic Economy ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจดิจิทัลเปลี่ยนผ่านจากการใช้ AI เป็น “เครื่องมือช่วยเหลือ” (Assistive Tools) สู่การเป็น “หน่วยงานอิสระ” (Autonomous Entities)

ที่สามารถดำเนินงาน จัดสรรทรัพยากร และตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เป็นยุคที่ AI ทำหน้าที่เป็น “แรงงานดิจิทัล” เข้ามาจัดการงานต่างๆ แทนพนักงานในองค์กร

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างการปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และโมเดลธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจพัฒนาและให้บริการระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ภายหลังการเปิดตัว Claude Cowork และ Claude Code จาก Software as a Service (SaaS) หรือซอฟต์แวร์ที่มนุษย์ใช้งาน สู่ Software for Agents as a Service (SaaaS) หรือซอฟต์แวร์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ระบบ AI หรือ AI Agents เข้ามาใช้งานแทนมนุษย์ 

บริษัทที่พัฒนาระบบซอฟต์แวร์ ERP สำหรับงานที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำระดับสูง เช่น ระบบคำนวณ ระบบบัญชี หรือระบบธุรกรรมต่างๆ กลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จาก Agentic Economy เนื่องจากช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบในการแข่งขัน สามารถใช้ AI Agents เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ที่แน่นอนและแม่นยำได้มากขึ้น

ขณะที่อีกกลุ่ม คือ บริษัทซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ จัดระเบียบข้อมูล หรือช่วยนำเสนอผ่านทางหน้าจอหรือแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย บริษัทซอฟต์แวร์กลุ่มนี้จะเผชิญแรงกดดันสูง เนื่องจาก AI Agents สามารถทำหน้าที่แทนได้ทั้งหมด

จะเห็นได้ว่า AI Agents ไม่ได้ทำลายอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งหมด แต่ทำให้ตำแหน่งของผู้ชนะและผู้แพ้ในอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป

เมื่อองค์กรมีการปรับโมเดลธุรกิจเข้าสู่ยุค Agentic Economy ในส่วนของการปรับโครงสร้างองค์กรและการปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล ควรมีแนวทางอย่างไร ผู้เขียนขอสะท้อนมุมมองต่อประเด็นดังกล่าว ดังนี้

ในส่วนของการปรับโครงสร้างองค์กร อาจต้องทำอย่างน้อย 4 เรื่อง 1.ต้องทบทวน ประเมินและตัดสินใจว่าองค์กรจำเป็นต้องปรับปรุงสถาปัตยกรรมเทคโนโลยี โดยปรับโครงสร้างระบบซอฟต์แวร์และสถาปัตยกรรมเดิม ให้รองรับกับการทำงานและการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจโดยมี AI Agents อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจอย่างไร

2.ทำเรื่องการจัดระเบียบข้อมูลภายใน (Data Structuring) เพื่อให้ AI ประมวลผลได้ง่าย ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

3.ปรับบทบาทของบุคลากรและสร้างตำแหน่งงานใหม่ที่มีทักษะแห่งอนาคต เพื่อกำกับดูแลแรงงานดิจิทัล (กำกับดูแล AI Agents) อาทิ AI Workflow Designer ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อให้ AI และมนุษย์ทำงานประสานกัน

หรือ Agents Manager ทำหน้าที่ผู้จัดการแรงงานดิจิทัล เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์และประเมินความเสี่ยงของ AI Agents หลายตัวพร้อมกัน เป็นต้น

4.วางระบบการกำกับดูแลและความปลอดภัย โดยจัดตั้งหน่วยงานดูแล AI Agents ที่กระจายตัวอยู่ทั่วบริษัท เพื่อป้องกันปัญหาการเข้าถึงข้อมูลเกินสิทธิ์ หรือการตั้งค่าที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น

ในส่วนของ Core Structure ส่วนสุดท้าย คือ การปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ด้านทรัพยากรบุคคล ในยุค Agentic Economy จะทำให้องค์กรมีการปรับรูปแบบการทำงานเป็น 3 โมเดลหลัก ได้แก่ 1) Human-in-the-loop หรือการทำงานที่มนุษย์มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจของ AI

2) Human-on-the-loop คือ การที่มนุษย์ทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบผลลัพธ์จาก AI และ 3) Human-off-the-loop หรือการที่ AI ทำงานอัตโนมัติ โดยไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง 

การสร้างคุณค่าใหม่ในโลกของการทำงานแห่งอนาคต จะเกิดขึ้นจากการใช้โมเดล Human-in-the-loop และ Human-on-the-loop โดยอาศัยดุลยพินิจทางวิชาชีพของมนุษย์เพื่อให้มนุษย์ตรวจสอบความถูกต้องและบริหารจัดการผลลัพธ์ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกมากที่สุด

ทั้งนี้ การจะเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Human-in-the-loop และ/หรือ Human-on-the-loop องค์กรควรเตรียมพร้อมอย่างน้อย 3 ด้าน

1.กำหนดกรอบการใช้ AI อย่างโปร่งใส, มีการตรวจสอบอคติของอัลกอริทึมและกำหนดขั้นตอนการอนุมัติใช้ AI มีการติดตามและประเมินผลการใช้งานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการกำกับดูแลระบบ AI ด้วยมนุษย์

2.ทำมาตรฐาน AI ที่น่าเชื่อถือ (Trustworthy AI) ให้เป็นมาตรฐานใหม่สำหรับกำกับดูแลเทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กร โดยมีระบบควบคุมภายในรูปแบบใหม่ที่เข้มแข็ง

3.วางกรอบกำกับดูแล AI Agents เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการมี AI Agents อยู่ในกระบวนการทางธุรกิจ มีกรอบการกำกับดูแลระดับองค์กร ครอบคลุมการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ และการมีระบบตรวจสอบผลลัพธ์หรือผลกระทบย้อนกลับได้ เป็นต้น 

ทั้งนี้ กลไกสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ยุค Agentic Economy ประกอบด้วย 3 กลไก ดังนี้ 

1.AI Workflow Design จะทำหน้าที่มองภาพรวมและออกแบบกระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ขององค์กร กลไกนี้จะมองภาพรวมการปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานในองค์กร โดยระบุว่า งานส่วนใดควรเป็นหน้าที่ของมนุษย์ และงานส่วนใด AI Agents ทำแทนได้ ตลอดจนเป็นกลไกที่ช่วยออกแบบกระบวนการทำงานให้ AI Agents และมนุษย์ทำงานประสานกันได้อย่างราบรื่น

2.Agent Management คือกลไก AI Operation Lead ทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการแรงงานดิจิทัล” ควบคุม ติดตามและประเมินผลการทำงานของ AI Agents รวมถึงทำหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบผลลัพธ์ให้ถูกต้อง และดูแล AI Agents หลายตัวพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.Trust Verification Management จะทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ไม่ให้เกิด Data Errors เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและเกณฑ์การตรวจสอบ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงานของ AI Agents

ในยุคที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ Agentic Economy หากเราโฟกัสที่การใช้ AI Agents เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ผลลัพธ์และผลกระทบเชิงบวกย่อมเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการวางยุทธศาสตร์การใช้ AI Agents ในแต่ละองคาพยพของเรา