วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

ผู้ชนะ-ผู้แพ้ในสงครามอิหร่าน | Global Vision

ผู้ชนะ-ผู้แพ้ในสงครามอิหร่าน | Global Vision

ปฏิบัติการ Epic Fury ที่สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังพิสูจน์ให้เห็นชัดขึ้นทุกวันว่านี่คือ “Polycrisis” หรือ “วิกฤติหลากมิติ” ที่ลึกและกว้างกว่าที่ตลาดโลกประเมินไว้มาก

เพราะช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้นไม่ได้เป็นเพียงคอขวดของน้ำมันดิบ 10-15% ของกำลังการผลิตโลก แต่ยังทำให้ยูเรีย 22% อะลูมิเนียม 24% ฮีเลียม 33% และกำมะถัน 45% ของปริมาณการค้าโลกติดค้างในตะวันออกกลางด้วย

คำถามที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องตอบให้ได้คือ ในภูมิทัศน์ที่พลิกผันนี้ ใครคือผู้ชนะ และใครคือผู้แพ้?

สำหรับผู้ชนะ เห็นได้ชัดว่าได้แก่ “รัสเซีย” เนื่องจากรัสเซียส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรวมราว 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน การที่ราคา Brent พุ่งจากระดับ 65 ดอลลาร์ก่อนสงครามสู่ 115 ดอลลาร์ในปัจจุบัน

แปลว่า รัสเซียมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 350-400 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือกว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยที่ราคา Urals crude (น้ำมันของรัสเซีย) ยังทรงตัวสูงกว่า breakeven งบประมาณที่ 70-75 ดอลลาร์อย่างสบายๆ

นอกจากน้ำมัน รัสเซียยังเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนและแอมโมเนียรายใหญ่ของโลก เมื่อกำลังการผลิตอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก รัสเซียกลายเป็นผู้มีอำนาจต่อรองในตลาดเกษตรโลกโดยอัตโนมัติ สงครามที่ผู้อื่นก่อ กลับกลายเป็นแหล่งรายรับชั้นเยี่ยมของมอสโก

ถ้ารัสเซียชนะ ผู้นำสงครามอย่างสหรัฐดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในผู้แพ้ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ (regular gasoline) แตะ 3.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเฉลี่ยทั่วประเทศในสัปดาห์ที่สามของมีนาคม เพิ่มขึ้นจาก 3.40 ดอลลาร์ก่อนสงคราม

ซึ่งเทียบเท่ากับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นราว 1,000-1,500 ดอลลาร์ต่อครัวเรือนต่อปี นี่คือ “ภาษีที่มองเห็น” ซึ่งส่งตรงถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุด

สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ หนึ่งในปัจจัยสำคัญในระยะต่อไปได้แก่ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) หรือการเลือกตั้งที่จัดขึ้นตรงกึ่งกลางวาระ 4 ปีของประธานาธิบดี (ทุก 2 ปี)

เพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และสมาชิกวุฒิสภาประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมด ที่จะจัดในช่วงเดือนพฤศจิกายน และประวัติศาสตร์บอกว่าพรรคที่ครองทำเนียบขาวมักเสียที่นั่งเมื่อราคาพลังงานสูง 

ผู้เขียนประเมินว่า political window ของทรัมป์ที่จะดำเนินสงครามโดยไม่เสียคะแนนนิยมอย่างรุนแรงจะปิดลงภายใน 6-8 สัปดาห์ หากราคาน้ำมันยังทรงตัวเหนือ 100 ดอลลาร์

สัญญาณที่น่าสนใจคือ วอชิงตันเริ่มสำรวจทางออกผ่านช่องทางการทูตทางตุรกีและโอมาน ซึ่งบ่งชี้ว่าสมการทางการเมืองภายในประเทศกำลังเริ่มมีน้ำหนักมากพอๆ กับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์

ยุโรปอยู่ในสถานะผู้แพ้ที่เจ็บปวดเป็นพิเศษ ราคาก๊าซอ้างอิงในเนเธอร์แลนด์ (TTF natural gas) พุ่งขึ้นแล้วกว่า 65% นับจากปลายกุมภาพันธ์ เนื่องจากกาตาร์ซึ่งเป็น LNG supplier รายใหญ่อันดับสองของยุโรป (คิดเป็น 13-15% ของการนำเข้า LNG ทั้งหมด) ถูกตัดออกจากตลาด

ในบางประเทศอย่างอิตาลี ราคาไฟฟ้าพุ่งขึ้นกว่า 40% แล้ว ขณะที่ราคาเชื้อเพลิงอากาศยานทะยานขึ้นกว่า 100% ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม

ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้กระจายเท่าเทียมกัน เยอรมนีและอิตาลีซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมหนักพึ่งพาพลังงานสูงได้รับผลหนักเป็นพิเศษ โดยทุกๆ น้ำมันที่ขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะกด GDP ยูโรโซนลง 0.2-0.3%

ยิ่งกว่านั้น หาก ECB ถูกบังคับขึ้นดอกเบี้ยสู่ 2.25% เพื่อสู้เงินเฟ้อในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด อิตาลีและฝรั่งเศสที่หนี้สาธารณะสูงอยู่แล้วจะยิ่งตึงเครียดขึ้น

ในส่วนของจีน เป็นกรณีที่ค่อนข้างซับซ้อน ในด้านหนึ่ง จีนมีสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ราว 80-90 วันของการบริโภคสุทธิ และกำลังเร่งเจรจาซื้อพลังงานจากรัสเซียและเอเชียกลางเพิ่มขึ้น

แต่ที่สำคัญคือ 43-46% ของน้ำมันที่จีนนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง และกำลังการขนส่งทางเลือกผ่านเอเชียกลางมีขีดจำกัดไม่เกิน 2-3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งไม่อาจชดเชยส่วนที่หายไปได้ในทันที

อินเดียมีข้อได้เปรียบจากการที่รัสเซียกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับหนึ่ง คิดเป็นราว 40% ของการนำเข้าทั้งหมด แต่ก็ไม่พ้นผลกระทบจากการขาดแคลน petrochemical feedstocks

(วัตถุดิบปิโตรเคมี ที่นำมาผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เช่น เม็ดพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ ยางสังเคราะห์ และเคมีภัณฑ์ต่างๆ) ที่กระทบห่วงโซ่การผลิตยา และ GDP growth ปี 2569 ที่เคยคาดไว้ที่ 6.3% อาจถูกปรับลงสู่ 5.0-5.5% หากวิกฤติยืดเยื้อ

สำหรับไทย เผชิญความเปราะบางสูงกว่าที่หลายฝ่ายประเมินในสี่มิติพร้อมกัน

มิติพลังงาน ไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 7.25% ของ GDP และ 52.3% มาจากตะวันออกกลาง ทุกน้ำมันที่ขึ้น 10 ดอลลาร์จะกด GDP ลง 0.15% และดันเงินเฟ้อขึ้น 0.35%

มิติเกษตร ไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียปีละ 1.5-2 ล้านตัน เมื่อราคาพุ่งขึ้น 35% ต้นทุนนำเข้าปุ๋ยจะเพิ่มขึ้นราว 245-315 ล้านดอลลาร์ ตกทอดสู่เกษตรกรโดยตรงในฤดูกาลปลูกข้าวหน้า

มิติท่องเที่ยว InnovestX ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลงจาก baseline 35 ล้านคนเหลือ 25 ล้านคนในสถานการณ์เลวร้าย หมายถึงสูญเสียรายได้ท่องเที่ยวกว่า 5 แสนล้านบาท

มิติการส่งออก ต้นทุนโลจิสติกส์ที่พุ่งสูง ตลาดตะวันออกกลางที่ถูกปิดตัวลง ผนวกกับภาษี Section 122 ของสหรัฐที่ยังกดดันอยู่ จะซ้ำเติมผู้ส่งออกไทยในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด

สิ่งที่แข็งแกร่งของไทยคือ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 8 เดือนของการนำเข้า และหนี้สาธารณะสกุลต่างประเทศต่ำเพียง 1-2% ของหนี้สาธารณะทั้งหมด ทำให้ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกฉับพลันยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงระยะใกล้อยู่ที่ภาคการคลัง จากกองทุนน้ำมันที่ขาดทุนแล้วเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ผลจากการที่รัฐบาลเข้าอุ้มราคาน้ำมันดีเซล และมีความเสี่ยงที่จะทะลุเพดาน 4 หมื่นล้านบาทก่อนที่ ครม. ชุดใหม่จะอนุมัติ พ.ร.ก. ค้ำประกันเงินกู้ได้ทัน

สุดท้าย ในส่วนของตลาดการเงิน S&P 500 ร่วงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกัน ซึ่งเป็นการลดต่ำลงยาวสุดในรอบสามปี ขณะที่ทองคำดิ่งลงกว่า 9.5% ในสัปดาห์เดียว สะท้อนบทเรียนว่าสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) แบบดั้งเดิมล้มเหลวในการทำหน้าที่ เมื่อวิกฤติลุกลามเป็นวงกว้าง

และเมื่อทุกสินทรัพย์ถูกแรงกระแทกเดียวกันพร้อมกัน กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงการลงทุนแบบดั้งเดิมย่อมไร้ประสิทธิภาพ และนักลงทุนต้องคิดใหม่ในกรอบที่กว้างกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด วิกฤติฮอร์มุซสอนบทเรียนที่สำคัญว่า ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานโลกถักทอเข้าหากันอย่างลึกซึ้ง “ผู้แพ้” และ “ผู้ชนะ” ในสงครามใดๆ ไม่ได้ถูกกำหนดแค่บนสนามรบ แต่ถูกกำหนดบนแผนที่ห่วงโซ่อุปทานโลกที่ซับซ้อน ไทยอยู่ในจุดที่เปราะบางโครงสร้างของตัวเองก่อนที่วิกฤติครั้งต่อไปจะมาถึง

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่