วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

Agentic Organization องค์กรแห่งอนาคต พลิกโฉมการแข่งขันไปตลอดกาล

Agentic Organization องค์กรแห่งอนาคต พลิกโฉมการแข่งขันไปตลอดกาล

โลกยุคปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่การปฏิวัติเชิงโครงสร้างที่สำคัญด้วยองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะส่งผลต่อระบบนิเวศการดำเนินงานในระดับรุนแรงที่สุด

นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจนถึงการปฏิวัติดิจิทัลเลย ตัวอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น ธนาคารในอนาคตสร้างผู้ช่วยส่วนตัว (AI Concierge) ให้เราไว้แทน mobile app แบบเดิม 

เราสามารถ “พูดคุย” กับผู้ช่วยนี้เพื่อขอใช้บริการกู้เงิน ผู้ช่วยรู้จักเราเป็นอย่างดียิ่งจากฐานข้อมูลของธนาคาร เครดิตบูโร และเรียนรู้จากปฏิสัมพันธ์และการทำธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างเรากับธนาคาร หลังจากนั้นกลุ่มเพื่อน ๆ ของผู้ช่วยก็จะรับงานต่อ

โดยประเมินสินทรัพย์ที่เราจะใช้ค้ำประกัน ตรวจสอบเอกสารที่จำเป็น สร้างเงื่อนไขเงินกู้ แล้วจึงส่งข้อมูลพร้อมคำขอและผลการประเมินไปให้ผู้จัดการที่เป็นมนุษย์ตัวจริงพิจารณาตัดสินใจในขั้นสุดท้าย 

กระบวนการตั้งแต่ต้นไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายเกิดจากการทำงานของฝูง AI Agents แบบอัตโนมัติทั้งสิ้น คำถามที่ต้องคุยกันต่อคือ “เราพร้อมจะเป็น Agentic Organization หรือยัง”

Agentic Organization, AO คือ องค์กรที่มีระบบอัจฉริยะทำงานแทนมนุษย์ได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่แค่ช่วยคิด แต่ระบบอัจฉริยะนั้นสามารถตัดสินใจ ลงมือทำ ประสานงาน และติดตามผลลัพธ์ได้เอง

แล้วทำไมเราต้องคิดถึงการเป็น AO ด้วย คำตอบคือ มีแรงกดดัน 3 ประการต่อการทำธุรกิจ ได้แก่ 

1) พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป โดยต้องการการตอบสนองอย่างรวดเร็วแบบเวลาจริงและยังเป็นแบบ 7x24 ด้วย ซึ่งคนจะทำแบบนี้ไม่ได้ดี 2) ต้นทุนแรงงานเพิ่ม ขาดแคลนคนทำงาน และมีช่องว่างของทักษะที่จำเป็นต่องาน สาเหตุจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วเกินไป

และ 3) สภาพการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนไปจาก AI Divide เพราะองค์กรที่ประยุกต์ใช้ AI ช่วยทำงาน เริ่มสร้างความสามารถในการแข่งขันทิ้งห่างจากองค์กรที่ใช้แค่ AI ให้ช่วยคิดเท่านั้น

จากเอกสารอ้างอิงพูดถึงเสาหลัก 5 ประการของการเป็น AO คือ

1.รูปแบบธุรกิจ (Business Model) ความได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญที่สุดคือ “การรู้ใจลูกค้าเป็นอย่างดี” จนสามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นรายบุคคลอย่างรวดเร็ว (Hyper-Personalization) ผ่านช่องทางการสื่อสารแบบ AI-Native เพราะ AI สามารถเรียนรู้ และปรับตัวตามความต้องการรายบุคคลที่อาจแปรเปลี่ยนไปได้

นอกจากนี้ กระบวนการทำงานแบบ AI-First ทำให้โครงสร้างต้นทุนหน่วยสุดท้ายเท่ากับต้นทุนการประมวลผล การขยายธุรกิจไม่ได้ขึ้นกับจำนวนพนักงานอีกต่อไป ตัวชี้วัด Revenue per Head จึงดีขึ้นทันตาเห็น (หรืออาจวัดแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว)

2.รูปแบบการดำเนินงาน (Operating Model) การจัดผังองค์กรแบบลำดับชั้นและแบ่งแผนกตามหน้าที่ มีการออกคำสั่งจากบนลงล่างจะหายไป (from Org Chart to Work Chart) รูปแบบของ AO จะเป็นการทำงานลูกผสมระหว่างคนกับ AI Agents

เช่น มนุษย์ 2-5 คนทำหน้าที่กำกับดูแล AI Agents 50-100 ตัวที่ทำงานเฉพาะทางตามแผนผังงานที่ออกแบบ AI-First คือเป็นการส่งผ่านผล (outcomes) ระหว่างทีมเครือข่าย เหมือนกับคนทำหน้าที่เป็นวาทยากร กำกับการเล่นดนตรีของ AI Agents ในวงออร์เคสตรา องค์กร AO จึงเป็นแบบเครือข่ายแบนราบ

3.การกำกับดูแล (Governance) มนุษย์จะเป็นผู้กำหนดนโยบายและเป้าหมาย (Guardrails) และมีการฝัง Critic Agents ทำหน้าที่เป็นฝ่ายตรวจสอบเข้าไปในระบบ เพื่อให้การทำงานเป็นไปตามกรอบจริยธรรมและกฎระเบียบที่มนุษย์วางไว้ เท่ากับว่า AI จะตรวจสอบซึ่งกันและกันแบบเวลาจริงอยู่ตลอดเวลา

4.ระบบนิเวศของแรงงาน (workforce, People, Culture) การทำงานแบบลูกผสมระหว่างคนกับ AI ต้องการทักษะการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรแบบใหม่ โดยอาจแบ่งพนักงานเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 

1) ผู้จัดการทั่วไป ที่มีความรู้กว้างและเข้าใจการบูรณาการ AI กับงานและข้ามสายงาน เช่น ผู้จัดการวงจรรายได้ (Revenue Cycle) 1 คนทำหน้าที่กำกับดูแลผังงานตั้งแต่การตลาด การขาย ไปจนถึงการบริการลูกค้า

2) ผู้ชำนาญการเชิงลึก เช่น คนที่ทำหน้าที่สอนและปรับแต่ง AI รวมถึงการจัดการกับปัญหาที่ซับซ้อน 3) พนักงานส่วนหน้า ที่อาจจะช่วยทำงานที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์พิเศษกับลูกค้า เช่น การสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบเห็นอกเห็นใจกับลูกค้า

5.สถาปัตยกรรมเทคโนโลยีและข้อมูล (Technology and Data) การออกแบบระบบ AI Mesh หรือโครงข่ายเอเจนท์แบบโมดูลาร์ เหมือนชุดต่อเลโก้ รวมถึงการออกแบบระเบียบวิธีการสื่อสารระหว่าง Agents และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น IoT Devices หรือ sensors ฯลฯ

แม้ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีความสำคัญก็จริง แต่ชุดข้อมูลเฉพาะของลูกค้า (Proprietary Data) คือ หัวใจในการสร้างความแตกต่างและความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ AO รู้จักลูกค้าอย่างแท้จริง จึงจะทำให้ AI ของเราฉลาดกว่าคู่แข่ง

แน่นอนที่ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีแรงต้าน แรงเสียดทานเสมอ แต่องค์กรเราจะดำรงอยู่ได้จริงหรือกับการทำงานรูปแบบเดิมๆ เพื่อต่อสู้กับแรงกดดัน 3 ข้อที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยเฉพาะ SMEs ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย ข่าวดีคือ ปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายและหน่วยงานภาครัฐก็เริ่มเข้ามาช่วยสนับสนุน 

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่ AO ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้นำ เพราะการบริหารองค์กรแบบเถ้าแก่ไม่น่าจะไปรอดได้ในสมรภูมิการแข่งขันของโลกยุคใหม่ องค์กรที่สามารถปรับตัวได้เร็วและเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งเท่านั้นจึงจะมีโอกาสอยู่รอด

AO น่าจะเป็นทางลัดและเป็นโอกาสในการปรับตัวไปสู่ความรุ่งเรืองในอนาคต บทความนี้อาจสรุปได้เพียงย่อๆ จึงอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านไปศึกษาจากเอกสารอ้างอิงให้เข้าใจรายละเอียดมากขึ้น

Reference: The Agentic Organization: Contours of the next paradigm for the AI era. (2025, September 26). https://www.mckinsey.com/. Retrieved March 14, 2026, from https://www.mckinsey.com/capabilities/people-and-organizational-performance/our-insights/the-agentic-organization-contours-of-the-next-paradigm-for-the-ai-era#/