ผ่านมาแล้วสามสัปดาห์ของสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่าน ที่การสู้รบรุนแรงกว่าที่ทุกฝ่ายคาด ชี้ให้เห็นถึงอานุภาพการทำลายล้างของสงครามสมัยใหม่
ที่สร้างความเสียหายได้มากทั้งในพื้นที่สู้รบและเศรษฐกิจโลกผ่านผลกระทบที่มีต่อห่วงโซ่การผลิต เช่น พลังงาน คำถามที่ผมถูกถามบ่อยคือ เราจะวิเคราะห์ผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไรที่ความไม่แน่นอนมีมาก วันนี้จึงอยากเสนอความเห็นเรื่องนี้
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ การวิเคราะห์ผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจจำเป็นต้องมีกรอบหรือวิธีการวิเคราะห์ ซึ่งกรอบหนึ่งที่ใช้ได้ดีคือ
มองว่า “สงครามคือช็อกต่อเศรษฐกิจ” สำหรับสงครามขณะนี้ ช็อกก็คือวิกฤติพลังงานที่เกิดขึ้นจากที่อุปทานหรือการผลิตพลังงานในตะวันออกกลาง คือน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนร้อยละ 30 ของการผลิตโลกถูกดิสรัปต์หรือทำลาย ทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น นี่คือช็อกต่อเศรษฐกิจโลก
เมื่อช็อกเกิดขึ้น เศรษฐกิจโลกก็จะปรับตัวผ่านกลไกราคา พฤติกรรมในเศรษฐกิจ และนโยบาย นำเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ ที่ไม่ใช่จุดเดิม แต่คงต่ำกว่า ซึ่งถ้าไม่มีช็อกเพิ่มเติม เศรษฐกิจโลกก็จะอยู่ในดุลยภาพใหม่นี้ต่อไป แต่ถ้ามีช็อกใหม่เข้ามา เศรษฐกิจโลกก็จะปรับตัวอีก ปรับเข้าหาดุลยภาพใหม่จนกว่าทุกอย่างจะนิ่ง นี่คือกรอบการวิเคราะห์
ภายใต้กรอบวิเคราะห์นี้ การปรับตัวของเศรษฐกิจโลกต่อช็อกขณะนี้กำลังเกิดขึ้น เป็นการปรับตัวรอบแรกต่อข่าวการเกิดสงครามและการสู้รบที่เกิดขึ้น
ราคาน้ำมันช่วง 2 สัปดาห์แรกปรับขึ้นร้อยละ 40 ราคาก๊าซธรรมชาติปรับขึ้นร้อยละ 60 ตลาดหุ้นทั่วโลกตก อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับสูงขึ้น เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเพราะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม กดดันให้ราคาทองคำปรับลดลง นี่คือการปรับตัวของราคา
ในแง่พฤติกรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเดินทาง การลงทุนเริ่มชะลอเพราะความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ในกว่า 85 ประเทศ ราคาน้ำมันขายปลีกปรับสูงขึ้นตามต้นทุน โดยราคาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 12-67% เช่น เวียดนาม 49% ออสเตรเลีย 19% สหรัฐอเมริกา 16% สิงคโปร์ 15%
ส่วนไทยราคาปรับขึ้น 1-4% ซึ่งตํ่ามากเพราะมีการตรึงราคาด้วยการอุดหนุนของภาครัฐ ทำให้ไม่เกิดการประหยัดและสร้างภาระการคลังให้กับประเทศ ที่สำคัญ การอุดหนุนให้ประโยชน์คนรวยมากกว่าคนจน ทำให้เกิดการเร่งซื้อและการกักตุนเพื่อทำกำไรหลังรัฐบาลยกเลิกการอุดหนุน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น
สำหรับนโยบาย ประเทศส่วนใหญ่เตรียมความพร้อมสำหรับตั้งรับวิกฤติพลังงานที่อาจลากยาว โดยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ ปรับราคาพลังงานให้สูงขึ้นตามความเป็นจริง เรียกร้องให้ประชาชนและภาคธุรกิจประหยัดการใช้พลังงาน เตรียมนําพลังงานสำรองออกมาใช้ และเตรียมแผนระยะยาวถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน
สำหรับนโยบายการเงิน ธนาคารกลางส่วนใหญ่ยังไม่ปรับดอกเบี้ย แต่รอดูสถานการณ์ เพราะความไม่แน่นอนมีมาก โดยเฉพาะสงครามที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร จบอย่างไร และผลที่จะมีต่ออัตราเงินเฟ้อและอัตราเงินเฟ้อคาดหวัง ตัวอย่างล่าสุดก็เช่น ธนาคารกลางอินโดนีเซีย ธนาคารกลางสหภาพยุโรป และธนาคารกลางสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ช่วงต่อไปจะเป็นช่วงปรับตัวรอบสองที่จะเกิดขึ้นใน 3 เดือนข้างหน้าคือ เม.ย.-มิ.ย. ที่จะนําเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ เป็นการปรับตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทย ต่อผลกระทบรอบสองของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ที่จะมีต่อค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภาพการผลิต กระทบไปถึงการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศ การจ้างงาน และอัตราเงินเฟ้อคาดหวังของประชาชนหรือภาคธุรกิจ คือ เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ในช่วงนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ราคาน้ำมันจะยืนในระดับสูงระหว่าง 100-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นตาม กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน ในภาวะเช่นนี้การตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจะเป็นการหวังร้ายมากกว่าหวังดี เพราะจะทำให้สินค้าขาดตลาด หาซื้อไม่ได้ในราคาที่กำหนด
เกิดตลาดมืดและการลักลอบนําสินค้าไปขายต่างประเทศ การใช้จ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะชะลอ การจ้างงานลดลง นี่คือช่วงที่ภาวะที่เงินเฟ้อจะเร่งตัว เศรษฐกิจขยายตัวลดลง คือ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือ recession และความขัดแย้งทางนโยบายจะเกิดขึ้น
ความขัดแย้งจะมาจากนักการเมืองที่ “หวังดี” ใช้อํานาจแทรกแซงเศรษฐกิจเพื่อกู้สถานการณ์ เศรษฐกิจที่ถดถอยและราคาสินค้าสูงขึ้นโดยเข้าควบคุมราคาสินค้า ให้กระทรวงการคลังกู้ยืมเงินและธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
นี่คือสิ่งที่เห็นบ่อยในอดีตในหลายประเทศ เมื่อเผชิญวิกฤติราคาน้ำมัน การกระตุ้นจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเร่งตัวแต่อัตราเงินเฟ้อก็จะยิ่งสูงมากขึ้น จนการบริโภคและการลงทุนของเอกชนชะลอ และเศรษฐกิจกลับมาถดถอยพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่ยิ่งสูงมาก
นี่คือ ภาวะ Stagflation ที่จะเป็นดุลยภาพใหม่ของเศรษฐกิจ ที่เศรษฐกิจขยายตัวลดลงพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูงและอัตราเงินเฟ้อคาดหวังเพิ่มสูงขึ้น ทุกอย่างดูแย่ลงและความไม่แน่นอนมีมาก ซึ่งเราจะเริ่มเห็นสถานการณ์เช่นนี้ในหลายประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ คือไตรมาส 4
สำหรับประเทศอย่างเรา ภาวะ Stagflation จะท้าทายรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจไม่โต ประชาชนไม่มีรายได้แต่ของแพง ทำให้อยู่ยาก ขณะที่ความสามารถในการแก้ปัญหาของรัฐบาลก็จะ “ตึงมือ”
คือหนี้สาธารณะชนหรือเลยเพดานหนี้ ไม่สามารถขยายเพดานได้อีกเพราะความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะยิ่งเหือดหาย เงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทยิ่งอ่อน ส่วนอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ลดลงจนเป็นศูนย์ ไม่สามารถลดลงได้อีก นี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
บทเรียนในต่างประเทศชี้ว่า ภาวะ Stagflation แก้ได้โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงมากจนอัตราเงินเฟ้อลดลง แต่อัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นจะทำให้เศรษฐกิจยิ่งถดถอยจนอาจถึงขั้นการขยายตัวติดลบต่อเนื่อง นี่คือ ต้นทุนที่ต้องจ่าย เป็นอีกช็อกหนึ่งที่กระทบเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจต้องปรับตัว
แต่เป็นช็อกที่มาจากนโยบายในประเทศที่ต้องทำเพื่อแก้ผลของนโยบายผิดพลาดช่วงก่อนหน้า หลังอัตราเงินเฟ้อลดลง เศรษฐกิจก็จะเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาขยายตัวของเศรษฐกิจ
ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในปีหน้าในประเทศที่เกิด Stagflation เพราะนโยบายการเงินช่วงครึ่งหลังปีนี้ผิดพลาด คือ ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทนที่จะคงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ
นี่คือกรอบที่สามารถใช้วิเคราะห์หรือตามผลกระทบของสงครามที่จะมีต่อเศรษฐกิจ ที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้เศรษฐกิจชะลอและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่นโยบาย “หวังดี” คือควบคุมราคาสินค้า กระตุ้นเศรษฐกิจ และลดดอกเบี้ย ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง
นําเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation นี่คือ สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงในการทำนโยบายเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง เป็นข้อคิดที่อยากฝากให้นักการเมืองและผู้ทำนโยบายตระหนัก ให้มองยาวและเข้าใจรอบด้านในการทำนโยบาย





