เราให้ความสำคัญกับปริญญามายาวนานนับศตวรรษ จากวันที่มีเพียงไม่กี่มหาวิทยาลัย จนวันนี้มีเกือบสองร้อยสถาบันที่ให้การศึกษาในระดับปริญญา แต่ข้อมูลจาก OECD ชี้ชัดเจนว่า การที่เรามีบัณฑิตมากมายขึ้นมานั้น ไม่อาจเพิ่มผลิตภาพให้กับประเทศได้ตามที่คาดหวัง
ผลิตภาพของประเทศเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนบัณฑิตที่เพิ่มมากขึ้น ผลิตภาพแรงงานของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2-3% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียตะวันออก
หนึ่งในสามของงานที่ต้องใช้ความรู้เป็นพื้นฐาน กระทำโดยคนที่มีคุณวุฒิสูงกว่าที่จำเป็นสำหรับงานนั้น หนึ่งในสามของบัณฑิตทำงานที่ไม่สอดคล้องกับความรู้และทักษะที่ได้จากปริญญาที่เล่าเรียนมา
ที่หนักขึ้นไปอีกคือ แม้ว่าเราจะมีบัณฑิตเพิ่มมากขึ้น แต่สังคมไทยกลับตกต่ำในทักษะพื้นฐาน ถึงขั้นที่ว่า 64.7% ของคนวัยทำงานมีทักษะการอ่านต่ำกว่ามาตรฐานพื้นฐาน และ 74.1% ขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน
การให้ความสำคัญกับปริญญาในแบบที่เรากระทำกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศเผชิญหน้ากับช่องว่างทักษะระดับสูง จนยกระดับผลิตภาพไม่ทันเพื่อนบ้าน แต่ยังทำให้เราอ่อนด้อยแม้แต่ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการรักษาระดับผลิตภาพให้คงอยู่ได้ในระดับเดิม เมื่อบริบทรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเท่าๆ กับปริญญา คือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการเล่าเรียนให้ได้ปริญญานั้น ซึ่งมีตั้งแต่ความรู้ที่ใช้ทำมาหากินได้ ทักษะที่สามารถใช้ในการทำงานในบริบทที่เป็นจริง
ไปจนถึงการมีทัศนคติที่พร้อมในการทำการงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิผลในระหว่างผู้คนที่มีความแตกต่างทั้งพื้นฐาน และแนวคิด แต่เราฉลองปริญญากันโดยไม่ใส่ใจมากนักกับผลลัพธ์จากการเรียนเพื่อปริญญานั้น
การคัดลอกผลงานผู้อื่นเพื่อให้สำเร็จการศึกษาจึงกลายเป็นหนทางที่บางคนยอมรับ ทั้งที่มันคือการฉ้อโกงตนเอง เสียเงินเสียแรงเล่าเรียนไปแล้ว ยังไม่ได้ความรู้ หรือไม่มีทักษะเพียงพอจะทำงานของตนให้สำเร็จลงได้
เรายอมรับความไม่ปกติในการได้ปริญญา แม้จะไม่มีผลลัพธ์จากการเล่าเรียนตรงตามที่หลักสูตรที่ให้ปริญญานั้นกำหนดไว้ มีการแก้ตัวกันง่ายๆ ว่า ฉันจบด้วยเกรดเฉลี่ยเท่านี้ ฉันก็เลยรู้แค่นี้ ทำได้แค่นี้
การตระเตรียมบุคลากรสำหรับสังคมใด ย่อมต้องเตรียมให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน และอนาคตที่พึงประสงค์สำหรับสังคมนั้น แต่การผลิตบัณฑิตในบ้านเรากลับผลิตตามความประสงค์ของคนสอน อยากสอนอะไร ก็ไปหาหนทางกำหนดให้เป็นความต้องการของสังคมขึ้นมาจนได้
ทุกอย่างที่อยากสอนจึงกลายเป็นสิ่งที่เสมือนเป็นความต้องการของสังคม ซึ่งน่าจะดูดี ถ้าไม่มีข้อมูลระบุว่าหลายบริษัทในไทยบอกตรงกันว่า บัณฑิตใหม่ต้องใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เป็น “learning curve cost” ขององค์กร
มหาวิทยาลัยจึงเป็นเพียงสถาบันการศึกษา แต่ไม่อาจเป็นเครื่องจักรสำคัญของการพลิกโฉมเศรษฐกิจ ไม่ใช่ว่าเราผลิตบัณฑิตน้อยเกินไป แต่คือเราผลิตบัณฑิตที่ระบบเศรษฐกิจนำไปใช้ได้ไม่เต็มศักยภาพ
หนทางเดียวที่จะทำให้หลุดจากวังวนของ “ปริญญาตกงานทั้งวันนี้ และวันหน้า” คือเล่าเรียนในสิ่งที่สังคมต้องการจริงๆ เรียนจากการทำงานจริง ไม่ใช่สมมุติงานขึ้นมาแล้วเล่าเรียนจากเรื่องสมมุตินั้น
ความรู้และทักษะที่จะให้ได้มาจากการเล่าเรียน ก็ร่วมกันกำหนดระหว่างภาคผู้ประกอบการและภาคการศึกษา Co-Create ด้วยกัน ไม่ใช่อยากสอนอะไรก็ไปเปิดหลักสูตรนั้นได้ตามใจชอบ โดยไม่ใส่ใจว่าอีกห้าปีสิบปี อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่จบการศึกษาไป
สอนร่วมกันโดยคนที่ทำงานนั้นจริง โดยต้องเป็นคนที่ทำงานโดยใช้ความรู้ ไม่ใช่ทำตามที่เคยเห็นคนอื่นทำมา และนักวิชาการในสถาบันการศึกษาที่เป็นเสาหลักในเรื่องทฤษฎีวิชาการ Co-Teach
ทุกอย่างที่ทำมีความเป็นเจ้าของร่วมกัน ผู้ประกอบการดูแลเรื่องการงานในอนาคต นักวิชาการดูแลให้คนเรียนมีผลลัพธ์จากการเล่าเรียนตรงกับที่กำหนดไว้จริง Co-Owners
วงจร Co-Create Co-Teach และ Co-Owners จะคงอยู่ตั้งแต่วันเริ่มเล่าเรียน จนกระทั่งวันสุดท้ายในอาชีพการงานนั้น วงจรนี้จะเป็นการรับประกันว่าจะไม่มี “ปริญญาตกงานทั้งวันนี้ และวันหน้า” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน





