วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม 2569

Login
Login

พลังงานขาดแคลน ราคาสูงขึ้น ต้องปรับตัวอย่างไร

พลังงานขาดแคลน ราคาสูงขึ้น ต้องปรับตัวอย่างไร

หลังจากรัฐบาลแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในเชิงปริมาณได้แล้ว ก็จะต้องเผชิญปัญหาพลังงานราคาแพง รัฐบาลคงจะต้องให้ความช่วยเหลือโดยการตรึงราคาพลังงานให้ปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

แต่จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความจริงที่ราคาพลังงานทั้งโลกจะต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในระยะยาวได้ เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนการเดินทางของประชาชนสูงขึ้น และต้นทุนการผลิตก็จะสูงขึ้นด้วย ในที่สุดผู้ผลิตก็จะต้องปรับราคาสินค้าและอาหารให้สูงขึ้น ซึ่งจะกระทบกับประชาชนอีกรอบหนึ่ง

ต่อมา เมื่อราคาสินค้าและค่าบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นกันโดยถ้วนหน้า ก็คงจะมีกระแสจากประชาชนที่จะต้องเรียกร้องให้ปรับขึ้นเงินเดือนค่าจ้าง เพื่อลดทอนความยากลำบากที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการดังกล่าว

แต่การที่รัฐบาลจะชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน และราคาสินค้าและบริการนั้น ยอมจะต้องใช้งบประมาณเพื่อตรึงทั้งราคาน้ำมัน และค่าไฟฟ้า ซึ่งถ้าหากดูจากข้อมูลในอดีต รัฐบาลเคยให้กองทุนน้ำมันกู้เงินมาชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงปี 2022 (ที่รัสเซียบุกยูเครน) มีมูลค่าสูงถึง 150,000 ล้านบาท

ในขณะเดียวกัน ก็ได้ตรึงค่าไฟโดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องรับภาระไปถึงประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่ง คาดการณ์ได้ว่าในครั้งนี้ รัฐบาลก็อาจจะทำในทำนองเดียวกันอีก

แต่วันนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยถดถอยลงไปจากเมื่อปี 2022 กล่าวคือ ในปี 2022 นั้นหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี อยู่ที่ 60.5% แต่มาวันนี้หนี้สาธารณะ เพิ่มขึ้นไปแล้วถึงประมาณ 65% ของจีดีพี การจะต้องใช้เงินอุดหนุนภาคพลังงาน สูงถึง 270,000 ล้านบาทอีก จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นไปได้อีกประมาณ 1.5% ของจีดีพี

ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นใกล้จุดเสี่ยงที่กำหนดเอาไว้ประมาณ 70% ของจีดีพี

แนวคิดที่ว่า รัฐบาลจะต้องช่วยดูแลทุกข์สุขของประชาชนนั้นเป็นสิ่งที่ดีและในเชิงการเมือง เป็นการทดสอบความสามารถของรัฐบาล แต่ผมจะขอมองต่างมุมว่า อีกหน้าที่หนึ่งของรัฐบาลคือ การบอกความจริงและเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จและหาทางออกระยะยาวที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในด้านพลังงาน 

สงครามที่ตะวันออกกลาง ที่ริเริ่มโดยสหรัฐและอิสราเอล กำลังขยายความขัดแย้งทำให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่ออุตสาหกรรมพลังงานในกลุ่มประเทศอาหรับและประเทศอิหร่าน มีความเป็นไปได้ว่า ผลที่ตามมาคือ ความเสี่ยงในภาคตะวันออกกลางจะเพิ่มขึ้นอย่างถาวร แม้ว่าการสู้รบจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลอิหร่านค้นพบแล้วว่า การขู่ว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีอานุภาพสูงมากในการทำให้รัฐบาลสามารถอยู่รอดได้ (ดีกว่าการมีอาวุธนิวเคลียร์เสียอีก)

 

แปลว่า ราคาพลังงานทั้งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบจะอยู่ที่ระดับสูงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการสู้รบจะยุติไปนานแล้ว เช่น ราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ อาจจะสูงกว่าช่วงก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อีก 20% (เช่น Brent จะราคาไม่ต่ำกว่า 85 เหรียญ) ไปอีกหลายปี 

หากเป็นเช่นนั้น ก็คือ สัญญาณจากตลาดโลกว่า น้ำมันเป็นของหายาก ราคาแพง เราจึงต้องปรับตัว โดยการใช้ทรัพยากรดังกล่าวให้น้อยลง และวิธีที่จะทำให้การประหยัดเกิดขึ้นก็คือ การยอมให้ราคาน้ำมันในประเทศ ค่อยๆปรับตัวขึ้นไปเท่ากับราคาตลาดโลก

ไม่ใช่การสร้างความคาดหวังให้กับประชาชนว่า รัฐบาลจะสามารถตรึงให้ราคาในประเทศไทยต่ำกว่าราคาตลาดโลกไปอีกยาวนาน

ความ “หวังดี” ที่จะช่วยประชาชนและช่วยเศรษฐกิจ โดยการบิดเบือนราคาพลังงานนั้น จะมีภาระทางการคลังที่สูงมาก ดังที่กล่าวข้างต้น และในอดีตก็ได้ส่งผลกระทบ ต่อโครงสร้างการใช้พลังงานของไทย ทำให้มีความบิดเบี้ยว เช่น โดยทั่วไปนั้น ราคาน้ำมันดีเซลจะต้องสูงกว่า ราคาน้ำมันเบนซิน

เพราะค่าการกลั่นแพงกว่า และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า (เห็นได้จากควันดำที่ปล่อยออกมาจากรถดีเซลเก่าๆ ที่วิ่งอยู่เต็มถนนในประเทศไทย) แต่ประเทศไทยนั้น”หวังดี” ทำให้ราคาดีเซลต่ำกว่าราคาเบนซินอย่างมาก

ผลที่ตามมาคือ ประเทศไทยใช้ดีเซลมากกว่าเบนซินหนึ่งเท่าตัว คือใช้ดีเซลประมาณ 65 ล้านลิตรต่อวันในปี 2567 ในขณะที่เราใช้เบนซินประมาณ 32 ล้านลิตรต่อวัน และเมื่อเทียบกับปี 2548 ประเทศไทยใช้ดีเซลเพิ่มขึ้น 26 ล้านลิตรต่อวัน แต่ใช้ เบนซินเพิ่มขึ้นเพียง 13 ล้านลิตรต่อวัน สาเหตุหลักก็น่าจะเป็นเพราะราคาดีเซลถูกกว่าราคาเบนซินอย่างมาก

แตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะใช้ ดีเซลและเบนซินในปริมาณใกล้เคียงกัน (เว้นแต่มาเลเซีย) เช่น กรณีของเวียดนามและญี่ปุ่น บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และสหรัฐอเมริกา จะใช้ดีเซลเป็นส่วนน้อยมาก แม้ว่าจะเป็นประเทศขนาดใหญ่ ที่น่าจะต้องมีการขนส่งสินค้าจำนวนมาก ดังปรากฏในรูปข้างล่าง

พลังงานขาดแคลน ราคาสูงขึ้น ต้องปรับตัวอย่างไร

หากราคาดีเซลจะต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นมากแล้ว ประเทศไทยควรจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า? คำตอบหนึ่งคือ การพึ่งพาการขนส่งระยะไกลโดยใช้รถไฟเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ไทยมีกฎหมายฉบับใหม่ เปิดเสรีให้ภาคเอกชนสามารถจะมาขอสัมปทานเพื่อขนส่งทั้งสินค้าและผู้โดยสารโดยใช้รางรถไฟร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย

และสำหรับการขนส่งในเมืองก็สามารถใช้รถไฟฟ้าได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทั้งนี้ก็จะต้องเพิ่มการใช้แสงแดดที่ประเทศไทยมีอยู่อย่างเหลือเฟือมาผลิตไฟฟ้าเพื่อทดแทนการผลิตไฟฟ้าจากแก๊สธรรมชาติ ซึ่งประมาณ 25 ถึง 30% ต้องนำเข้าในรูปแบบของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงมาก

และปริมาณนำเข้าจะต้องเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากแก๊สธรรมชาติที่ได้มาจากอ่าวไทยและพม่า จะมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต