การส่งกำลังบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรและภรรยาในดินแดนเวเนซุเอลา และนำตัวออกจากประเทศไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในสหรัฐเมื่อ 3 มกราคม 2569
ไม่เพียงทำให้โลกตกตะลึงกับความเกรียนของผู้นำสหรัฐที่ต้องการครอบครองแหล่งน้ำมันสำรองขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ยังเป็นการตอกย้ำถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2568 ของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 (เผยแพร่เมื่อ 5 ธันวาคม 2568)
หลังปฏิบัติการ “อุ้ม” ผู้นำเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อ้างถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “หลักนิยมดอนโร" (Donroe Doctrine) ซึ่งหมายถึงการใช้แสนยานุภาพทางทหารพิชิตโลกตะวันตก
โดยการฟื้นฟูหลักนิยมมอนโร (Monroe Doctrine) ที่ประธานาธิบดีเจมส์ มอนโรแถลงต่อรัฐสภาในปี 2366 โดยเป็นส่วนเสริมยุทธศาสตร์ดังกล่าวรวมทั้งมิให้จีนเข้ามาเคลื่อนไหวในพื้นที่ซึ่งสหรัฐถือว่าเป็นสวนหลังบ้านของตน
จีนวางแผนกลยุทธ์ (Playbook) ในลาตินอเมริกาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2000 เวเนซุเอลามีน้ำมันดิบสำรองพิสูจน์แล้วมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล ในปี 2550 จีนทำสัญญาเงินกู้ค้ำประกันด้วยน้ำมันกับเวเนซุเอลา ช่วงเศรษฐกิจล่มสลาย เวเนซุเอลาเป็นหนี้จีนมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ โดยไม่สามารถต่อรอง ผิดนัดชำระและหลบเลี่ยงหนี้
ท่าที่ของจีนเป็นไปตามมาตรฐานทางการทูตเหมือนที่ผ่านมา จีนประณามการใช้กำลังและการแทรกของสหรัฐในเวเนซุเอลา โดยเรียกร้องให้เคารพกฎหมายระหว่างประเทศและรักษาสันติภาพ
เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ช่วง 10 วันแรกของเดือนรอมฎอน) สหรัฐและอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ ชื่อรหัส Operation Epic Fury เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครอง ทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน Ayatollah Ali Khamenei และอดีตประธานาธิบดี Mahmoud Ahmadinejad รวมทั้งผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) 40 คนเสียชีวิต
อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล และส่งฝูงอากาศยานไร้คนขับโจมตีเป้าหมายที่ตั้งฐานทัพสหรัฐในหลายประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย สร้างแรงกดดันรุนแรงต่อประเทศในภูมิภาคและตลาดน้ำมันโลก
กรณีอิหร่าน จีนใช้แผนกลยุทธ์แบบเดียวที่ใช้กับเวเนซุเอลาในปี 2564 จีนและอิหร่านลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนระยะเวลา 25 ปีมูลค่า 400,000 ล้านดอลลาร์ครอบคลุมการซื้อขายน้ำ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือด้านการทหาร
แบบเดียวกับ “จิ้มก้อง” หรือระบบรัฐบรรณาการ (tribute system) ที่เริ่มต้นในสมัยราชวงศ์ถัง ปัจจุบันระบบจิ้มก้องคืนชีพในชื่อโครงการริเริ่มแถบและทาง (BRI) ตะวันตกเรียกระบบนี้ว่าเป็น "กับดักหนี้"
เมื่อ 9 มีนาคม 2569 อิหร่านประกาศแต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชายคนที่สองของอยาตุลเลาะฮ์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่
โครงสร้างการปกครองอิหร่านมาจากแนวคิดระบอบการปกครองโดยนักนิติศาสตร์ (The Guardianship of the Islamic Jurist) ที่เสนอโดยอยาตุลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคมัยนี กำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอิสลาม (Faqih) มีอำนาจสูงสุดในการบริหารรัฐและเป็นที่มาของความชอบธรรม การกำจัดผู้นำสูงสุดไม่สามารถทำให้อิหร่านสูญเสียความเป็นรัฐเทวาธิปไตย
IRGC เป็นกองกำลังหลักหลายเหล่าทัพกำลังพล 150,000 นายมีหน้าที่ปกป้องระบอบอิสลามและควบคุมกองกำลังกึ่งทหารอาสาสมัคร Basij สมาชิก 1-3 ล้านคน กองกำลังเหล่านี้มีรายได้จากการควบคุมโครงสร้างเศรษฐกิจ การส่งออก-นำเข้า สัญญาสัมปทานน้ำมัน คลังอาวุธ เครือข่ายข่าวกรองกระจายฝังตัวอยู่ในทุกจังหวัดของอิหร่าน
การโจมตีเด็ดหัวผู้นำทำให้เกิดสุญญากาศอำนาจชั่วขณะหนึ่ง แต่จะถูกแทนที่ด้วยกลุ่มอำนาจที่มีการจัดโครงสร้างองค์กรเข้มแข็ง โหดเหี้ยมและเตรียมการมาเป็นอย่างดี ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์/ฉากทัศน์ที่แตกต่างกันดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1 การล่มสลายอย่างสิ้นเชิง สหรัฐจัดตั้งรัฐบาลหุ่นภายใต้การนำของเรซา ปาเลวี บุตรชายของอดีตชาห์ผู้ปกครองอิหร่าน ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่กรุงวอชิงตัน สัญญาจะมีการเลือกตั้งแบบเสรี อิหร่านกลับสู่ประชาคมโลก โครงการนิวเคลียร์ถูกรื้อถอน
ปัญหาคือ เรซา ลี้ภัยไปอยู่สหรัฐตั้งแต่ปี 2522 ไม่มีฐานทางการเมืองและกองกำลังที่ภักดีรัฐบาล จะมีความเปราะบางและอยู่รอดได้ไม่นาน ความเป็นไปได้ร้อยละ 15-20
ฉากทัศน์ที่ 2 การแบ่งแยก ภูมิภาคต่าง ๆ ถูกควบคุมโดยกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือชาวเคิร์ดกว่า 10 ล้านจะแยกตัวเป็นอิสระ ด้านตะวันออกเฉียงใต้เบลูชิ กลุ่มชายขอบที่ถูกลดความสำคัญจะขอปกครองตนเอง
ประชากรอาหรับในจังหวัดคูซิสถานแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่จะตัดสินอนาคตของตนเอง ความขัดแย้งภายในจะแพร่ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านเช่น ตุรกี อิรักและซีเรีย ความเป็นไปได้ปานกลางถึงสูง
ฉากทัศน์ที่ 3 กลุ่มสายแข็งเข้าควบคุมอิหร่าน สื่อตะวันตกไม่ค่อยพูดถึงฉากทัศน์นี้ ช่วงสุญญากาศ IRGC จะฉวยโอกาสใช้ความโหดร้ายกระชับอำนาจอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรม ไปสู่แนวทางสุดโต่ง (extremist) เช่นเดียวกับสงครามฉนวนกาซาปี 2566-2567
เมื่อสายแข็งจนตรอกจะอยู่ในภาวะไม่มีอะไรต้องสูญเสีย ความเป็นไปได้ปานกลางถึงสูง หากไม่มีกลุ่มสายกลางเข้ารับช่วงอำนาจ
ฉากทัศน์ที่ 4 การทำข้อตกลงแบบรวดเร็ว หลายฝ่ายกำลังกำหนดท่าทีเข้าหาเจ้าหน้าที่อิหร่านที่รอดจากการทำสงคราม นักการเมืองระดับกลาง นักวิชาการ นักปฏิบัตินิยมที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมที่ถูกโจมตีในวันแรก
ส่งสารแสดงเจตนาให้ IAEA ตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์อย่างเต็มที่ ยุติโครงการอาวุธอย่างถาวรแลกกับการที่สหรัฐหยุดทิ้งระเบิด รัฐบาลพลเรือนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกเข้าทำหน้าที่
คนกลางที่เหมาะสมจะทำข้อตกลงนี้คือ จีน ซึ่งจัดทำข้อตกลงความร่วมมือระยะยาวกับอิหร่าน โดยเป็นการตั้งค่ายุทธศาสตร์ใหม่ (strategic reset) จีนต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วโดยใช้ BRI เป็นเครื่องมือจัดการวิกฤติ
ฉากทัศน์ที่ 5 สงครามระดับภูมิภาค เป็นฉากทัศน์ที่เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐไม่ต้องการให้เกิด แต่อย่าลืมว่ากลุ่มอักษะตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ เช่น ฮูซี เฮซบอลลาห์และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ยังมิได้ถูกทำลาย
กลุ่มเหล่านี้ทำตัวเป็นแฟรนไชส์ของอัล-ไคดา มีเป้าหมายและความทุกข์ยากของตัวเอง ปฏิบัติการ Epic Fury เป็นการเปิดไฟเขียวให้แฟรนไชส์เหล่านี้สร้างผลงาน
The Economist เปรียบสงครามสหรัฐและอิสราเอลรุมโจมตีอิหร่านครั้งนี้ว่าเป็นสงครามอ่าวครั้งที่ 3 (Gulf War 3) ครั้งแรกคือ สงครามอิรักรุกรานคูเวต ทำให้ชายชาวซาอุดีอาระเบียปรากฏตัวขึ้นในฐานะหัวหน้าขบวนการอัล-ไคดา ตามมาด้วยสงครามโค่นซัดดัม ฮุสเซน
สำหรับจีน 28 กุมภาพันธ์ 2569 อาจเป็นวันขึ้นเครื่องหมาย XD (Excluding Dividend) ของยุทธศาสตร์ที่วางไว้เป็นระยะเวลา 20 ปี





