ความเป็นมา:เมื่อ "ความจน”ถูกแปลงให้เป็นความรับผิด ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เรามักเชื่อว่า “ความผิดเดียวกันต้องได้รับการลงโทษอย่างเท่าเทียม” แต่มีเรื่องหนึ่งที่ทำให้หลักง่าย ๆ ข้อนี้กลายเป็นภาพย้อนแย้ง
นั่นคือ การกักขังแทนค่าปรับ เพราะมาตรการนี้ทำให้คนสองคนซึ่งกระทำความผิดประเภทเดียวกันกลับต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
กล่าวคือ หากผู้กระทำผิดคนหนึ่งมีเงินจ่ายค่าปรับ คดีก็จบลงในวันเดียว แต่สำหรับอีกคนที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีรายได้ประจำ กลับถูกจำกัดเสรีภาพ ผ่านการ “กักขังแทนค่าปรับ” ทั้งที่ “โทษปรับ” ตามหลักการควรเป็นการลงโทษที่กระทบ ทรัพย์ ไม่ใช่กระทบ อิสรภาพ
ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิด แต่คือการลงโทษ ความยากจน ไปพร้อมกัน และเมื่อความยากจนกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งทางกฎหมายให้ต้องสูญเสียอิสรภาพ ความเหลื่อมล้ำก็ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุหากแต่เป็นผลผลิตของกระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินไปอย่างเป็นระบบโดยไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสิทธิพลเมือง
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง : ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 28-30 กับโจทย์ทางรัฐธรรมนูญและสิทธิพลเมือง หัวใจของปัญหาอยู่ใน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 28-30 ซึ่งกำหนดกลไกการบังคับ “โทษปรับ” ไว้อย่างชัดเจน คือ
มาตรา 28 วางหลักว่าผู้ต้องโทษปรับต้องชำระค่าปรับต่อศาลตามคำพิพากษา มาตรา 29 กำหนดว่า หากไม่ชำระภายในกำหนด ให้ดำเนินการยึดทรัพย์/อายัดสิทธิเรียกร้อง และหากยังไม่สำเร็จก็เข้าสู่ทางเลือกสุดท้ายคือ กักขังแทนค่าปรับมาตรา 30 กำหนดอัตราคำนวณวันกักขังแทนค่าปรับ (เช่น 500 บาทต่อ 1 วัน) และวิธีนับวันตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้
เมื่อนำมาพิจารณาควบคู่กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 จะเห็น “จุดสังเกตทางความขัดแย้ง” สำคัญอย่างน้อยสามประการ
1. หลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ รัฐธรรมนูญยืนยันว่าคนไทยทุกคน ย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย และห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม อันหมายความรวมถึงเหตุแห่ง ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การกักขังแทนค่าปรับกลับสร้างระบบพิจารณาให้มีการ “คัดกรอง” เปลี่ยนแปลงโทษด้วยความสามารถในการจ่าย
ทางปฏิบัติที่ได้คือ แม้ความผิดเท่าเดิม แต่ผลลัพธ์ทางเสรีภาพต่างกันชัดเจน ทั้งนี้ ความต่างนั้นไม่ได้เกิดจากความร้ายแรงของการกระทำ หากเกิดจาก ความสามารถในการหารายได้และทรัพย์สิน มาจ่ายค่าปรับของผู้กระทำผิด
2. หลักนิติธรรมและความได้สัดส่วน : โทษปรับถูกแปลงเป็นโทษจำกัดเสรีภาพ รัฐธรรมนูญยังวางหลักใหญ่ว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม กล่าวคือ ต้องไม่เกินสมควรแก่เหตุ และต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสำคัญ เช่นนี้ การนำ “โทษกักขัง” มาเป็นเครื่องมือบังคับแทนการชำระเงิน(โทษปรับ) จึงต้องถูกถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ได้สัดส่วนหรือไม่
เพราะวัตถุประสงค์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คือ ผลักดันให้เกิดการรับผิดอันเป็นโทษที่เหมาะสมและไม่กลับไปกระทำความผิดนั้นซ้ำอีก แต่เครื่องมือที่ใช้ดำเนินกระบวนการดังกล่าวกลับเป็นการพรากเสรีภาพที่ไม่ได้การันตีความยุติธรรมตามสมควรว่าด้วยเหตุแห่งการกระทำความผิด
อีกทั้งยังมีทางเลือกผ่านวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพเชิงนโยบายเป็นไปตามวัตถุประสงค์มากกว่าในระยะยาว
3. สิทธิในเสรีภาพ : แม้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้ แต่ต้องตอบคำถามว่า “ควร” หรือไม่ตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า “การกักขังแทนค่าปรับ” ย่อมสามารถบังคับได้เมื่อมีกฎหมายให้อำนาจ แต่ประเด็นสำคัญกว่าอยู่ที่คำถามเชิงหลักการสัญญาประชาคมที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของสังคมว่า กฎหมายที่ให้อำนาจนั้นยังชอบธรรมและสอดคล้องกับหลักสิทธิพลเมืองหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อผลทางปฏิบัติทำให้ “คนจน” ถูกจำกัดเสรีภาพมากกว่าอย่างชัดเจนตามกระบวนการ จนเปรียบเสมือนว่าโทษปรับกลายเป็น “โทษจำคุกทางอ้อม” ที่บังคับกับผู้มีรายได้น้อย
ทางออก : แก้ไขกฎหมายให้ “โทษปรับ” ไม่กลายเป็น “โทษจำคุกของคนจน” หากยอมรับว่าเป้าหมายของโทษปรับคือการให้เกิดความรับผิดและการยับยั้งการกระทำความผิดผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มิใช่การสร้างเรือนจำให้ผู้ไม่มีกำลังในการจ่ายค่าปรับเพิ่ม ผู้เขียนเสนอทางออกอย่างน้อยสามข้อ
1.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29-30 ให้ “กักขังแทนค่าปรับ” เป็นทางเลือกสุดท้าย และจำกัดให้ใช้เฉพาะกรณีการหลีกเลี่ยงโดยทุจริต พร้อมพัฒนากลไกบังคับการชำระค่าปรับที่เป็นระบบและทำงานได้จริง เช่น การผ่อนชำระตามฐานะ การอายัดรายได้/บัญชีตามเงื่อนไขที่เป็นธรรม หรือกลไกติดตามการชำระแบบไม่ผลักภาระให้ศาลและเรือนจำ
2.ยกระดับการ “บริการสังคมแทนค่าปรับ” ให้เป็นทางเลือกหลักที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นเพียงช่องทางที่อยู่บนหน้ากระดาษ แต่ต้องทำให้มีระบบรองรับ มีหน่วยงานประสาน มีมาตรฐานงานบริการสังคม
และที่สำคัญต้องทำให้ผู้ถูกพิพากษาเลือกที่จะบังคับใช้มาตรการบังคับให้บริการสังคมแทนค่าปรับอย่างจริงจัง เพื่อที่จะให้โอกาสผู้กระทำความผิดในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่ถูกตีตรา
3.ปฏิรูปโครงสร้างโทษปรับให้สัมพันธ์กับฐานะ (แนวคิด day-fine) เพื่อให้ “ค่าปรับ” สะท้อนความหนักเบาอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่คนหนึ่งจ่ายเหมือนจ่ายค่ากาแฟ แต่อีกคนต้องแลกด้วยการสูญเสียเสรีภาพ แนวคิดนี้ไม่ได้ลดความเข้มงวดของโทษทางกฎหมาย
หากแต่ทำให้โทษกฎหมาย “ยุติธรรมขึ้น” และสอดคล้องกับหลักเสมอภาคมากขึ้น ผ่านการคำนึงถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม
สุดท้ายนี้ ประเด็นคำถามที่สังคมควรตั้งคำถามอาจไม่ใช่ “คนทำผิดควรถูกลงโทษหรือไม่?” เพราะคำตอบย่อมประจักษ์ว่า “ควร” แต่คำถามที่แท้จริงคือ รัฐควรใช้การพรากเสรีภาพเป็นเครื่องมือบังคับการชำระเงิน เพียงเพราะคนๆ หนึ่งจนหรือไม่ มากกว่า
ถ้าเรายืนยันว่ารัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคน กติกาใดที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ติดคุกเพราะไม่มีเงิน” ก็ควรเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง และแก้ไขให้ทันต่อความเป็นธรรมที่สังคมควรมีร่วมกัน





