ขณะที่สำนักข่าวระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะ BBC, Washington Post, ABC News หรือแม้แต่ Associated Press ประกาศปรับลดขนาดองค์กร กอปรกับการทยอยล้มของสำนักข่าวท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาตลอดห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้
ไปจนถึงขีดความสามารถของ Generative AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแบบแทบจะมี options ใหม่มาอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งานทุกเดือน
ทว่า ข้อถกอภิปรายที่เกิดขึ้นหลายเวทีในสังคมไทยห้วงที่ผ่านมากลับยังก้าวไม่พ้นประเด็นการให้นิยามถึงเนื้อหาประเภทใดเป็น ‘ข่าวปลอม’ หรือแม้แต่การนิยามว่าองค์กรใดบ้างที่มีคุณสมบัติครบถ้วนพอจะถูกยกย่องให้เป็น ‘สื่อ(แท้)’ ได้ ด้วยหมายจะจัดตั้งหลักการเพื่อแบ่งแยกประเภทผู้ผลิตสื่อออกเป็นกลุ่มกระแสหลักและสื่อสังคมออนไลน์ (content creators)
ซึ่งเกือบจะเป็นการถกเถียงที่ไร้ความหมายแล้วในทางปฏิบัติ เนื่องจากเทรนด์ที่ประสบกันทั่วโลกปัจจุบันนี้ คือ ท่อน้ำเลี้ยงขององค์กรด้านสื่อพร่องลงอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่เม็ดเงินจากโฆษณาถูกดึงออกจากตลาด เมื่อปี 2567 การกระจายงบโฆษณาลงในแวดวงหนังสือพิมพ์ไทยเหลือแค่ 1,500 กว่าล้านบาท
มิหนำซ้ำล่าสุดแหล่งรายได้เพียงหยิบมือที่พอจะเป็นผลพลอยได้จากสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ของแต่ละสำนักข่าวก็ต้องมลายหายไป เพราะความไม่มีน้ำใจนักกีฬาของพลพรรค Generative AI หน้าใหม่ที่พากันกินรวบอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เนื้อหาออนไลน์เสียอีก
ข้อพึงตระหนักอยู่ที่กลุ่มผู้พัฒนา Generative AI ทั้งมวลไม่ได้มีพันธะผูกพันใด ๆ จะต้องฟังเสียงทักท้วงจากภาคอุตสาหกรรมสื่อ ต่อให้เพียรรวมตัวกันกดดันด้วยช่องทางกฎหมายยังกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ ไม่ว่าจะ Google, Microsoft, หรือ Perplexity ในฐานความผิดละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อย่างมากปลายทางก็มักไปจบที่การฟ้องร้องเรียกค่าชดเชย
ส่วนสำนักข่าวที่มีข้อได้เปรียบด้านชื่อเสียง ต้นทุนและการยอมรับจากฐานผู้อ่านแบบหาสำนักใดแข่งมิได้ เช่น Financial Times และ New York Times อาจพอมีอำนาจต่อรองมากพอที่จะยื่นข้อเสนอให้พบกันครึ่งทาง ขอนายทุนแบ่งเม็ดเงินที่เกิดจากการใช้งาน Generative AI มาจุนเจือหักลบให้สาสมแก่ต้นทุนผลิตเนื้อหาอยู่บ้าง
ปัญหาแท้จริงที่ควรหยิบยกขึ้นมาหารือจึงเป็น ‘หนทางอยู่รอด’ เพราะสมรภูมิสื่อขณะนี้ไม่ใช่แค่ศึกคู่ตรงข้ามระหว่างสื่อเก่ากับสื่อใหม่ หรือสื่อมืออาชีพกับ content creators อีกต่อไป แต่จะเป็นสื่อทั้งวงการต้องรับมือกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่เป็นผลจากความแพร่หลายของ Generative/Agentic AI
สิ่งที่คนทำสื่อไม่ว่าจะภาคส่วนใดได้ยินแล้วแสลงหูที่สุดไม่ใช่การถูกถามเงินเดือน แต่เป็นคำกล่าวอันเรียบง่าย เช่น Budget ภาคสนามไม่เพียงพอจะส่งไปลงพื้นที่ห่างไกล งานข่าวเชิงสืบสวนยิ่งเป็นเรื่องเกินเอื้อม นักข่าวคนใดใฝ่ผลิตงานฝีมือลักษณะนี้ย่อมไม่พ้นต้องขอพึ่งพาแหล่งทุนจากต่างประเทศ ที่ว่ามามิใช่การพาดพิงผู้บริหารองค์กรใดเป็นพิเศษ
เพราะแม้แต่คนข่าวจาก Washington Post เองก็คงไม่มีโอกาสได้รับอนุมัติงบประมาณมหาศาลร่วม 10-20 ล้านบาท จาก Jeff Bezos ให้นำไปใช้ลงพื้นที่เสี่ยงภัยเหมือนเมื่อครั้งสงครามอิรัก ปี 2546 อีกแล้ว ซ้ำยังถูก Bezos ประกาศเลย์ออฟกลางคันจนต้องตบเท้ากันออกมาเปิดเรี่ยไรรับบริจาคออนไลน์ผ่าน GoFundMe
ดังนั้น คำถามที่จะเป็นประโยชน์กับทั้งวงการ และสามารถต่อยอดได้อาจเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด อาทิ ควรดิ้นรน หรือต้องปรับตัวด้วยวิธีใดถึงจะรอดพ้นสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้ได้โดยก่อความเสียหายต่อความมั่นคงในชีวิตทรัพยากรบุคคล (talent pool) และตำแหน่งแห่งที่ขององค์กรน้อยที่สุด ซึ่งก็จะวกกลับมาที่ช้างตัวใหญ่ในห้อง 2 ตัว คือโมเดลธุรกิจ
ในวงรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มี symposium หรือเวทีวิชาการด้านสื่อแห่งใดยังปักใจเชื่อในแนวทางบังคับผู้อ่านจ่ายรายเดือน (Subscription) กันอยู่บ้าง แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง ข้อคิดดังกล่าวก็เสื่อมถอยลงมาก เพราะติดกับดักข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีผู้บริโภครายใดจะยอมชำระค่าสมาชิกรายงวดกันคนละ 5-10 สำนักข่าวเป็นแน่
ขนาดกลุ่มที่หันไปพยายามกวาดรายได้เสริมผ่านแพลตฟอร์ม Substack, Medium และ Ghost หรือแม้แต่ Patreon กันก็ใช่ว่าจะตลอดรอดฝั่งเสียทุกคน
ส่วนกรณีไทยยิ่งแล้วใหญ่ ข่าวหาใช่สินค้าทำกำไรไม่ เป็นโชคดีสำหรับกลุ่มที่พอรู้ทิศทางลมก็พลันกระโดดไปสร้างตัวตนขยายฐานผู้ติดตามใน Social media ไว้สำหรับผันสายงานสู่บทบาท Influencer แถมมีอำนาจต่อรองกับต้นสังกัดเพิ่มขึ้นมาอีก
ส่วนช้างอีกตัวหนึ่งเป็น Generative AI ในยุคที่บริษัทเทคโนโลยีมีอำนาจต่อรองไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลของประเทศมหาอำนาจ สิ่งที่องค์กรข่าวควรให้ความสำคัญเหนือการตั้งวงเสนอระเบียบจรรยาบรรณในห้องข่าว หรือสิ่งที่ยากจะเป็นไปได้อย่างการกำหนดระบอบควบคุม (regulatory regime)
ที่ขณะนี้ยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายที่เพียงพอรองรับ คือ การแสวงประโยชน์จาก Generative/Agentic AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพการทำงานของระบบนิเวศงานข่าวทั้งหมด โดยเฉพาะกับผู้ที่อยู่ใน talent pool อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญสุดในองค์กรข่าว
หากมีความจำเป็นต้องเลย์ออฟเพื่อลดขนาดองค์กรให้มีน้ำหนักเบาลง คนกลุ่มแรกที่เป็นเป้าหมาย ควรเป็นแผนกสนับสนุนทั้งหลายต่างหาก เหตุเพราะ Generative AI พัฒนามาถึงจุดที่สามารถถอดความบันทึกเสียง คัดสรรจัดระเบียบฐานข้อมูล หรือแม้แต่งานฝ่ายศิลป์
องค์กรข่าวที่จะอยู่รอดไม่ใช่องค์กรที่เทียวปลดนักข่าวภาคสนาม ซึ่งเป็นแขนขาของตนเองจนกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาพรวม แต่เป็นองค์กรที่สามารถนำ Generative AI มาประยุกต์ใช้แล้วรีดขีดความสามารถในการผลิตเนื้อหาออกจาก talent pool ในสังกัดมาแปรเป็นผลประโยชน์ในรูปตัวเงินหล่อเลี้ยงองคาพยพต่อไปได้





