วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมที่ชาติต้องการ เมื่อวิทยาศาสตร์ต้องนำหน้าการเมือง

รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมที่ชาติต้องการ เมื่อวิทยาศาสตร์ต้องนำหน้าการเมือง

ในห้วงเวลาแห่งการจัดตั้งรัฐบาลทุกครั้ง ครั้งนี้ในเดือนเมษายนต่อพฤษภาคม 2569 ที่จะถึงก็เช่นกัน ภาพชินตาของการเมืองของไทยจะเป็นการแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงที่ถูกตีตราว่าเป็นเกรดเอ

โดยเฉพาะกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือการกระตุ้นการท่องเที่ยว หรือเกี่ยวกับธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ ผังเมือง การจัดแบ่งที่ดินรัฐ หรือแม้กระทั่งการปกครองท้องถิ่น

นักการเมืองไทยให้ความสำคัญกับประเด็นข้างต้นเป็นลำดับต้นๆ เพราะมองว่าสิ่งนั้นเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนประเทศและสร้างผลงานที่จับต้องได้ อย่างไรก็ตาม การมุ่งเน้นเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจโดยละเลยมิติอื่นถือเป็นการบริหารบ้านเมืองที่ผิดหลักการการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development หรือ SD) 

อันเปรียบเสมือนเก้าอี้สามขาที่ต้องประกอบด้วย ขาด้านสังคม ขาด้านสิ่งแวดล้อม และขาด้านเศรษฐกิจที่ได้ดุลกัน หากขาข้างใดข้างหนึ่งสั้นหรือยาวเกินไป หรือแข็งแรงไม่เท่ากัน ดุลยภาพของเก้าอี้ย่อมเสียไปและล้มได้ไม่ยาก สุดท้ายความล่มสลายของทั้งสามระบบดังกล่าวก็จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงแก้ไขได้ยาก

จริงอยู่ ที่ในวิกฤติปัจจุบันการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะกลุ่ม SME เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำก่อนและเข้าใจได้ แต่การมองข้ามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นเพียงกระทรวงเกรดรอง หรือเป็นเพียงรางวัลปลอบใจทางการเมืองให้แก่นักการเมืองโดยประเทศอาจต้องเป็นผู้รับผลเสียที่ตามมา คือ ความผิดพลาดที่ประเทศจะต้องจ่ายด้วยราคาแพงในอนาคต

 

๐โลกยุคใหม่: สิ่งแวดล้อมคือเรื่องของวิทยาศาสตร์และปากท้อง

งานด้านสิ่งแวดล้อมในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการปลูกป่าหรือการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนและมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มข้นมาร่วมด้วยเสมอ เรากำลังเผชิญกับปัญหา PM2.5 ที่ปกคลุมเมือง, การปนเปื้อนของโลหะหนักในแม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำกก, วิกฤติน้ำเน่าเสียที่ลามไปถึงระบบประปา, 

หรือแม้แต่ปัญหาดินทรุดตัวจากการสูบน้ำบาดาลเกินขีดจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเรื่องของคาร์บอนฟุตพรินต์รวมทั้งคาร์บอนเครดิตได้กลายเป็นกติกาใหม่ของการค้าระหว่างประเทศที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไปแล้ว

เรื่องพวกนี้ แม้แต่คนที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของปัญหาได้ในทุกเรื่อง วิศวกรอาจเข้าใจเรื่องมลพิษ การกำจัดโลหะหนัก การกรองฝุ่น การป้องกันดินถล่ม การป้องกันน้ำท่วม แต่เขาจะไม่เข้าใจเลยในกลไกที่สารมลพิษนั้นทำปฏิกิริยากันอย่างไรในร่างกายสิ่งมีชีวิต ทั้งพืช สัตว์ และคน 

ส่วนแพทย์ก็จะไม่มีความสามารถพอที่จะบอกได้ว่าการแก้ปัญหาเหล่านั้นที่ต้นทางทำได้อย่างไร ส่วนนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องปฏิกิริยาทางเคมี ฟิสิกส์ หรือ ชีววิทยาในห้องปฏิบัติการก็คงแก้ปัญหาน้ำมันรั่วจากเรือขนส่งน้ำมันลงทะเลไม่ได้

ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า มากกว่า 50% ของ GDP โลก ต้องพึ่งพาอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพ ตั้งแต่อุตสาหกรรมทั้งเบาและหนัก ยารักษาโรค อาหาร การเกษตร ไปจนถึงแม้กระทั่งการท่องเที่ยว

หากรัฐมนตรีที่กุมบังเหียนกระทรวงนี้ขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เพียงพอ แล้วต้องมาตัดสินใจจัดการปัญหาเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพ ท่านจะทำได้ดีจริงหรือ

๐คุณสมบัติของรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมที่ชาติต้องการ

ประเทศไทยต้องการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวอย่างน้อย 2 ประการสำคัญ คือ

-ฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีพอ ต้องมีความเข้าใจในกระบวนการและอุบัติการณ์ทางธรรมชาติอย่างถ่องแท้เป็นเบื้องต้น เพื่อสามารถตัดสินใจบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งหยั่งรู้ได้ด้วยตัวเองด้วยว่าข้อมูลที่ได้รับรายงานมานั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ ไม่ง่าย ! คนที่ไม่มีฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นเบื้องต้นมาก่อนจะมีความสามารถนี้ไม่ได้เลย

รัฐมนตรีกระทรวงนี้มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องไม่ตัดสินใจตามแรงกดดันทางการเมือง หรือผลประโยชน์ระยะสั้นทั้งของตัวเอง ของพรรค ของรัฐบาล แต่ต้องอยู่บนฐานของประเทศเป็นสำคัญเท่านั้น

-มิติทางสังคม สมมุติว่าประเทศไทยโชคดี ได้รัฐมนตรีที่เก่งวิทยาศาสตร์พอควร แต่หากยังมีมิติด้านสังคมทั้งมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นไม่มากพอ ก็ยังขาดคุณสมบัติที่จะเป็นรัฐมนตรีที่ดีของกระทรวงนี้ เพราะปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมักพ่วงมาด้วยความขัดแย้งของคนในพื้นที่

การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีจึงต้องอาศัยข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเป็นเบื้องต้น มาประกอบกับการมีส่วนร่วมอย่างมีสัมฤทธิผลของภาคสังคม

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลใหม่จะต้องเลิกมองกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นเพียงกระทรวงทางผ่าน แต่ต้องส่ง"ตัวจริง" ที่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ยอมรับได้ เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการ โดยเฉพาะต้องสามารถอธิบายให้รัฐมนตรีทางเศรษฐกิจเข้าใจถึงปัญหาที่จะตามมาหากละเลยไม่ดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีตั้งแต่บัดนี้ โดยต้องบอกว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นการลงทุนสำหรับอนาคต ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย

๐การลงทุนในสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ค่าใช้จ่าย

การไม่ยอมลงทุนสร้างระบบจัดการน้ำท่วมที่หาดใหญ่แต่แรก การไม่จัดระบบขนส่งสาธารณะที่ดีพอจนเกิดปัญหาฝุ่นรุนแรงในเมือง การไม่บำบัดน้ำเสียจนคลองเน่าในทุกเมืองใหญ่ การไม่จัดการพลาสติกทั้งวัตถุดิบแต่ต้นทางและขยะพลาสติกที่ปลายทางจนเป็นปัญหาไมโครพลาสติก

แม้กระทั่งในอากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกนาที ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายราคาสูงที่ตามมาอย่างที่ประสบกันเป็นที่ประจักษ์ทุกวัน นี่เป็นแค่สี่ตัวอย่างที่ยกมาให้เห็นภาพอย่างง่ายๆ

การมีสิ่งแวดล้อมที่พังทลายย่อมหมายถึงเศรษฐกิจที่ล่มสลาย สังคมขัดแย้ง เดินหน้าไม่ได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนที่จะฟื้นคืนกลับมาให้ดีดังเดิมแทบทำไม่ได้อีกเลย

หวังเป็นอย่างยิ่งที่นักการเมืองทุกคนและพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาและนำไปใช้ปฏิบัติกันอย่างจริงจัง ทั้งนี้ก็เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนดังเช่นที่ทุกคนอ้างถึงกันอยู่ตลอดเวลา