วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

เอไอที่มีร่างกาย: จุดเปลี่ยนของยุคสมัย

เอไอที่มีร่างกาย: จุดเปลี่ยนของยุคสมัย

เมื่อเดือนที่ผ่านมาในรายการ Spring Festival Gala ซึ่งเรตติ้งสูงที่สุดในประเทศจีน ทุกปีมักนำเสนอศิลปะการแสดงร่วมสมัย แต่ปีนี้สิ่งที่ปรากฏบนเวทีทำให้ทั้งคนดูต้องตะลึง

เมื่อมีการแสดงกองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ร่วมกับมนุษย์อย่างกลมกลืนจนแทบแยกไม่ออก

หุ่นยนต์จาก Unitree Robotics และ AgiBot รำท่ากังฟู “หมัดเมา” พร้อมตีลังกากลับหลังบนเวทีที่มีพื้นที่เพียงราว 12 ตารางเมตร ขณะที่ MagicBot Z1 จาก MagicLab หมุนตัว 360 องศาแบบนักยิมนาสติกอย่างแม่นยำ การแสดงนี้นอกจากสนุกแล้ว ยังเป็นบทพิสูจน์ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควบคุมการเคลื่อนไหวที่สั่งงานข้อต่อได้ในระดับมิลลิวินาที

ภาพของหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับมนุษย์กลายเป็นสัญลักษณ์ของจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โลก และประเทศที่ยืนอยู่แกนกลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ ประเทศจีน ที่พัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด จนเปลี่ยนสถานะจาก “โรงงานโลก” ไปสู่ “มหาอำนาจหุ่นยนต์” อย่างเต็มตัว 

ในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ จีนมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์มากกว่า 930,000 ราย และในปี 2568 เพียงปีเดียวก็มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ราย ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าหุ่นยนต์กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับชาติ

ในบรรดาผู้ประกอบการเหล่านี้ มีบริษัทที่พัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ได้มากกว่า 140 แห่ง ปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวรุ่นใหม่กว่า 330 รุ่น บริษัทอย่าง AgiBot, Unitree Robotics และ UBTECH กำลังผงาดขึ้นเป็นผู้เล่นหลักของตลาดโลก ข้อมูลต้นปี 2569 ชี้ว่าบริษัทจีนครองส่วนแบ่งตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกเกือบ 80%

AgiBot เพียงบริษัทเดียวส่งมอบหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 5,100 ตัวในปี 2568 คิดเป็นราว 39% ของตลาดโลก ที่สำคัญ หุ่นยนต์เหล่านี้ไม่ใช่ต้นแบบในห้องทดลอง แต่เป็นสินค้าที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมและส่งมอบให้โรงงานกับองค์กรต่าง ๆ ใช้งานจริง

ความเติบโตยังสะท้อนผ่านตัวเลขการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมทั่วประเทศ ปัจจุบันจีนติดตั้งหุ่นยนต์ใหม่คิดเป็นราว 54% ของทั้งโลก และมีหุ่นยนต์ที่ใช้งานอยู่มากกว่า 2 ล้านตัว ซึ่งมากที่สุดในโลก ยิ่งกว่านั้น ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จีนจดสิทธิบัตรด้านหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มากกว่า 7,700 ฉบับ นับว่ามากกว่าสหรัฐอเมริการาว 5 เท่าตัว

สิ่งที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จีนให้ก้าวกระโดดคือ การเปลี่ยนผ่านจากหุ่นยนต์แบบเดิมไปสู่ยุคของ Embodied AI หรือ “เอไอที่มีร่างกาย” ในอดีต หุ่นยนต์ทำได้เพียงงานเฉพาะทาง เช่น เชื่อมโลหะ ประกอบชิ้นส่วนในสายการผลิต แต่หุ่นยนต์ยุคใหม่ได้รับการออกแบบให้รับรู้สิ่งแวดล้อม เรียนรู้และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง

เทคโนโลยีที่ปลดล็อกความเปลี่ยนแปลงนี้คือ การผสานโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) เข้ากับระบบหุ่นยนต์ ทำให้หุ่นยนต์รับคำสั่งด้วยภาษาธรรมชาติ เข้าใจบริบทและเรียนรู้งานใหม่ผ่านการจำลองสถานการณ์ (Simulation) ได้ แนวคิดนี้เรียกว่า Agentic AI ระบบเอไอที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอิสระในการแก้ปัญหา

ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ หุ่นยนต์ Elf V1 ซึ่งออกแบบมาให้มีขีดความสามารถด้านอารมณ์ โดยมีกล้ามเนื้อใบหน้าจำลองมากกว่า 30 มัดที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาดจิ๋ว สามารถแสดงสีหน้าอย่างดีใจ สงสัยหรือเสียใจได้อย่างแนบเนียน อีกทั้งใช้ผิวหนังไบโอนิคที่ให้สัมผัสใกล้เคียงผิวมนุษย์ เป้าหมายหลักคือ การนำไปใช้เป็นผู้ช่วยดูแลผู้สูงอายุหรือหุ่นยนต์ต้อนรับในสถานบริการ

อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตาคือ การฝึกหุ่นยนต์ให้เรียนรู้อย่างมนุษย์ ที่เมืองจี่หนาน มณฑลซานตง จีนได้เปิด “Robot School” ศูนย์ฝึกขนาดใหญ่ที่นำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์นับร้อยตัวมาฝึกทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น พับผ้า ยกถาดอาหาร หรือหยิบสิ่งของจากชั้นวาง

ความแตกต่างจากวิธีเดิมอยู่ตรงที่หุ่นยนต์ไม่ได้ถูกป้อนโค้ดทีละขั้นตอน แต่เรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ผ่านระบบเซนเซอร์และเอไอ หรือที่เรียกว่า “Embodied Intelligence” ซึ่งช่วยให้หุ่นยนต์เรียนรู้งานใหม่ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง

เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดมีปัจจัยสำคัญหลายประการ ประการแรกคือนโยบายรัฐที่ได้บรรจุเรื่องหุ่นยนต์และ Embodied AI ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งเริ่มต้นในปี 2569 นี้ พร้อมวางยุทธศาสตร์ระยะยาว 15 ปี (2569-2583) เพื่อผลักดันให้จีนเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของโลก

นโยบายนี้ครอบคลุมทั้งการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม การสนับสนุนการวิจัย และการสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร เป้าหมายสำคัญคือ ทำให้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เข้าถึงระดับครัวเรือนภายในปี 2573 ในลักษณะเดียวกับที่สมาร์ตโฟนกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของชีวิตประจำวัน

ปัจจัยที่สร้างความได้เปรียบอย่างชัดเจนคือ ซัพพลายเชนอุตสาหกรรม โดยเฉพาะจากภาคยานยนต์ไฟฟ้าที่ทำให้จีนสามารถผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซนเซอร์ มอเตอร์และแบตเตอรี่ ได้ในราคาต่ำกว่าประเทศตะวันตกอย่างมีนัยสำคัญ

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ ราคาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน Unitree G1 รุ่นเริ่มต้นมีราคาราว 16,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 580,000 บาท หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป หุ่นยนต์จะกลายเป็นสิ่งของในครัวเรือนที่เข้าถึงได้ไม่ต่างจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป

การผงาดของหุ่นยนต์จีนแสดงถึงความสำเร็จทางเทคโนโลยีและกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก เมื่อหุ่นยนต์หลอมรวมเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ เครื่องจักรจะกลายเป็นแรงงานรูปแบบใหม่ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลากหลายมิติ ตั้งแต่โรงงานอุตสาหกรรม ไปจนถึงงานบริการและการดูแลผู้สูงอายุ

ปรากฏการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า การแข่งขันในยุค Embodied AI เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น และโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงอีกมาก

 

เอไอที่มีร่างกาย: จุดเปลี่ยนของยุคสมัย