วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

คอร์รัปชันยุคใหม่: เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่แค่ผิดกฎหมายหรือผิดจริยธรรม แต่อยู่ที่การไม่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นแกนกลาง

คอร์รัปชันยุคใหม่: เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่แค่ผิดกฎหมายหรือผิดจริยธรรม แต่อยู่ที่การไม่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นแกนกลาง

เมื่อก่อน เวลาสังคมไทยถกเรื่องคอร์รัปชัน มักอยู่ในกรอบใหญ่เพียงสองประเด็น คือ คอร์รัปชันเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” หรือ “ผิดจริยธรรม” กันแน่ คำถามนี้เคยสำคัญมาก เพราะในทางปฏิบัติ กฎหมายกับจริยธรรมไม่ได้เดินไปพร้อมกันเสมอไป

บางเรื่องยังเอาผิดตามกฎหมายไม่ได้ แต่สังคมกลับรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล ขณะที่บางเรื่องผิดตัวบทชัดเจน ก็ยังมีผู้พยายามอธิบายว่าเกิดจากข้อจำกัดของระบบ

การถกเถียงลักษณะนี้ช่วยให้เห็นความซับซ้อนของคอร์รัปชันมากขึ้น เพราะทำให้ตระหนักว่า “ความถูกต้องตามกฎหมาย” ไม่เท่ากับ “ความถูกต้องในความหมายสาธารณะ” เสมอไป และในทางกลับกัน สิ่งที่ถูกตั้งคำถามทางศีลธรรมก็ไม่ได้หมายความว่าจะพิสูจน์เป็นคดีได้ง่ายในทางกฎหมาย

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยในอดีตคือ การใช้อำนาจผ่านระบบอุปถัมภ์ เช่น การแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญ การจัดสรรโอกาสให้คนกันเอง หรือการวางเงื่อนไขให้ผู้เล่นบางกลุ่มได้เปรียบ แม้หลายกรณีผู้ได้รับประโยชน์จะมีคุณสมบัติครบตามระเบียบ

แต่ในทางจริยธรรม สังคมย่อมตั้งคำถามว่า การตัดสินใจเช่นนี้ยึดหลักความเป็นธรรมจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวเดินทางผ่านช่องทางที่ดูเรียบร้อยขึ้น

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการรับของขวัญ การเลี้ยงรับรอง หรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินควรระหว่างผู้กำกับดูแลและผู้ถูกกำกับดูแล ในบางช่วงเวลา สิ่งเหล่านี้อาจยังไม่เป็นความผิดตามกฎหมายโดยตรง

แต่สำหรับวิชาชีพที่ต้องอาศัยความเป็นกลาง เช่น ผู้ตรวจสอบ ผู้กำกับดูแล วิศวกร สื่อมวลชน หรือผู้มีอำนาจอนุมัติโครงการสาธารณะ ปัญหาย่อมเกิดขึ้นทันที เพราะสิ่งที่ถูกกระทบก่อนเสมอไม่ใช่เพียงกฎ หากคือ “ความไว้วางใจ” ของสาธารณะต่อกระบวนการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม คอร์รัปชันในปัจจุบันเปลี่ยนไปไกลกว่านั้นมาก ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงว่าอะไรผิดกฎหมายหรือผิดจริยธรรม หากอยู่ที่หลายกรณีในยุคนี้ไม่เข้าข่ายทั้งสองอย่างอย่างชัดเจน ทุกอย่างยังมีเอกสารครบ มีลายเซ็นครบ มีคณะกรรมการครบ เป็นไปตามระเบียบ

และยังอ้างมาตรฐานวิชาชีพได้ครบถ้วน แต่เมื่อมองจากผลลัพธ์จริง กลับพบว่าการตัดสินใจนั้นไม่ได้ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นแกนกลางเท่าที่ควร

นี่คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น คอร์รัปชันเชิงโครงสร้างสมัยใหม่ ไม่ใช่ในความหมายว่าทุกกรณีมีการรับสินบนหรือมีการกระทำผิดอาญาที่พิสูจน์ได้ในทันที หากแต่เป็นระบบที่เปิดช่องให้ “ความเสียหายต่อสาธารณะ” เกิดขึ้นได้ แม้ผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่ายยังอ้างได้ว่าปฏิบัติตามกติกาครบถ้วนแล้ว

คอร์รัปชันแบบเดิมมักเป็นภาพของการฝ่าฝืนกติกาอย่างตรงไปตรงมา เช่น ฮั้วประมูล เรียกรับผลประโยชน์ หรือใช้อำนาจโดยไม่มีฐานรองรับ แต่คอร์รัปชันแบบใหม่กลับแยบยลกว่า เพราะไม่ได้แหกกติกา หากใช้กติกาเป็นเกราะกำบัง และใช้ภาษาทางเทคนิค ภาษาระเบียบ และภาษาวิชาชีพ มาทำให้สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามทางสาธารณะ กลายเป็นเรื่องที่ดู “เรียบร้อย” ในทางเอกสาร

ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดในโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ หลายครั้งขั้นตอนทุกอย่างดูเหมือนถูกต้อง มี TOR มีคณะกรรมการ มีผู้เชี่ยวชาญ มีการตรวจรับ และมีการอ้างมาตรฐานทางวิศวกรรมหรือการเงินการคลังครบถ้วน

แต่คำถามสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าเอกสารครบหรือไม่ หากอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้ออกแบบเงื่อนไข ใครกำหนดมาตรฐาน ใครเป็นผู้เลือกความเสี่ยงที่สังคมต้องแบกรับ และท้ายที่สุด ใครต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่ถล่มหลังเหตุแผ่นดินไหวในเดือนมีนาคม 2568 เป็นตัวอย่างที่ทำให้สังคมตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า ในโลกสมัยใหม่ “ความถูกต้องตามระเบียบ” เพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ แม้จะมีคำชี้แจงว่าการก่อสร้างเป็นไปตามกฎหมายและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

แต่เมื่ออาคารสาธารณะมูลค่ากว่า 2.1 พันล้านบาทพังถล่มลงมา พร้อมข้อสงสัยเรื่องวัสดุ มาตรฐาน และการกำกับดูแล สังคมจึงไม่ได้ถามเพียงว่าเอกสารครบหรือไม่ หากถามถึงความปลอดภัย ความคุ้มค่า และความรับผิดชอบต่อประโยชน์สาธารณะ

ในทำนองเดียวกัน กรณีการทำงานของ กกต. ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็สะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่งของคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างยุคใหม่ แม้องค์กรจะยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมายและมีกระบวนการตามที่กำหนด แต่เมื่อเกิดข้อวิจารณ์กว้างขวางเรื่องความโปร่งใสของการนับคะแนน ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล และความเชื่อมั่นของประชาชน

คำถามของสังคมจึงไม่ใช่เพียงว่าองค์กรทำผิดกฎหมายหรือไม่ หากคือการทำงานนั้นตอบสนองต่อ “มาตรฐานความน่าเชื่อถือของสถาบันสาธารณะ” ได้เพียงพอหรือยัง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การตัดสินว่ามีความผิดทางอาญาเกิดขึ้นหรือไม่ หากอยู่ที่การตระหนักว่า ในโลกสมัยใหม่ ความชอบธรรมขององค์กรสาธารณะไม่ได้วัดจากการทำตามกฎเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถในการอธิบายต่อสังคมว่า การตัดสินใจนั้นให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนเพียงใด

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คอร์รัปชันยุคใหม่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นคนไม่ดี หรือทุกกรณีต้องมีเงินใต้โต๊ะ หากหมายถึงสถานการณ์ที่ระบบเปิดช่องให้การตัดสินใจเบี่ยงเบนจากผลประโยชน์สาธารณะได้ โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบอย่างชัดเจน ทุกฝ่ายเพียงทำ “ส่วนของตน” ให้ถูกต้อง แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นจริง กลับไม่มีใครรับผิดชอบต่อภาพรวม

นี่คือหัวใจของปัญหา เพราะคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งล้วน ๆ หากเกิดจากการออกแบบสถาบันที่ทำให้ “ความรับผิดชอบ” ถูกแบ่งย่อยจนเจือจาง ทุกคนอาจผ่านเกณฑ์ของระบบ แต่ระบบทั้งระบบกลับไม่ผ่านเกณฑ์ของสังคม

หากเรายังใช้กรอบเดิมในการมองคอร์รัปชัน คือถามเพียงว่าผิดอาญาหรือไม่ หรือผิดจรรยาบรรณวิชาชีพหรือไม่ เราอาจจัดการได้เฉพาะคอร์รัปชันแบบตรงไปตรงมา แต่จะพลาดคอร์รัปชันแบบใหม่ที่สุภาพกว่า ปรับตัวเก่ง และซ่อนตัวอยู่ในภาษาของระเบียบ เทคนิค และความเป็นมืออาชีพได้แนบเนียนขึ้น

จึงถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องขยับกรอบคิดจากคำถามว่า “ถูกกฎหมายหรือไม่” และ “ผิดจริยธรรมหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ การตัดสินใจนั้นรับผิดชอบต่อผลประโยชน์สาธารณะจริงหรือไม่

เพราะหัวใจของรัฐสมัยใหม่ไม่ได้อยู่ที่การทำตามขั้นตอนเท่านั้น แต่อยู่ที่การใช้ขั้นตอนเหล่านั้นเพื่อคุ้มครองประชาชน ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันสาธารณะ

คอร์รัปชันในวันนี้จึงอาจไม่ใช่การฝ่าฝืนกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งเหมือนในอดีต แต่เป็นภาพของระบบที่ทำให้ความเสียหายต่อสาธารณะเกิดขึ้นภายใต้ความถูกต้องเชิงรูปแบบ และนั่นเองคือ ความท้าทายใหม่ของสังคมไทย: เราจะยกระดับมาตรฐานจาก “ทำถูกขั้นตอน” ไปสู่ “รับผิดชอบต่อประชาชน” ได้หรือไม่