วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

This Time Is Different: สงครามเปลี่ยนโลก

This Time Is Different: สงครามเปลี่ยนโลก

มีวลีหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์มักใช้ด้วยความระวัง นั่นคือ “This time is different” หรือ “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ” เพราะในประวัติศาสตร์การเงิน วลีนี้มักถูกพิสูจน์ว่าผิด ตลาดมักวนซ้ำรูปแบบเดิม

และสัญชาตญาณของมนุษย์มักยึดติดกับอดีตมากกว่าที่ควร แต่วันนี้ สงคราม Operation Epic Fury ที่ปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นั้น น่าจะแตกต่างจากทุกสิ่งที่เคยเห็นมาจริงๆ

ก่อนสงครามจะปะทุขึ้น ภาพเศรษฐกิจโลกยังดูสงบและมีทิศทางที่ชัดเจน ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโลก (Global Composite PMI) ยังส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่อง และ IMF เพิ่งปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.3%

ในขณะที่หลายฝ่ายเพิ่งปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทย หลังจากที่การเมืองดูมีเสถียรภาพมากขึ้น ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทิศทางที่คาดได้ - จนกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์

Operation Epic Fury เริ่มต้นด้วยการโจมตีอิหร่านเกือบ 900 ครั้งใน 12 ชั่วโมงของสหรัฐและอิสราเอล ผู้นำสูงสุด Ali Khamenei ถูกสังหารในคลื่นแรกของการโจมตี ขณะนั้นอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับสหรัฐที่เจนีวา

และรัฐมนตรีต่างประเทศโอมานเพิ่งแถลงว่ามี ‘breakthrough’ ใกล้เกิดขึ้น - แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในคืนเดียว ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ฐานทัพสหรัฐและสาธารณูปโภคด้านพลังงานของพันธมิตรกว่า 10 ประเทศ รวมถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นแหล่งส่งออกน้ำมันกว่า 20% ทั่วโลก

หากนับสงครามตะวันออกกลางสำคัญทั้ง 6 ครั้งตั้งแต่ ปี 2516-2568 จะพบว่ามีรูปแบบที่คล้ายกันอยู่เสมอ: ราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดผันผวน แต่ช่องแคบฮอร์มุซยังเปิดอยู่ และเศรษฐกิจโลกยังพอฟื้นตัวได้หลังพายุผ่านไป แต่สงครามครั้งนี้ทำลายรูปแบบนั้นใน 3 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก แรงจูงใจที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในอดีต สงครามตะวันออกกลางขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายทางทหารและดินแดน แต่สงครามครั้งนี้อิหร่านใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน อิหร่านตระหนักดีว่าเส้นทางการต่อรองที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การเผชิญหน้าทางกำลัง

แต่คือ การทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจของฝ่ายตรงข้ามสูงจนไม่คุ้มค่าที่จะสู้ต่อ - ไม่ว่าจะผ่านราคาพลังงานที่พุ่งสูง วิกฤติมนุษยธรรมจากการขาดแคลนน้ำ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานโลก

ประเด็นที่สอง รูปแบบการโจมตีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำดื่ม (desalination plants) ถูกโจมตีโดยตรงจากทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจริงเป็นครั้งแรก กระทบการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก

และการโจมตี data center ของ AWS ใน UAE ก็สะท้อนให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ขยายแนวรบไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ประเด็นที่สาม ตัวแปรทางการเงินที่พลิกทิศทาง และเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรให้ความสนใจ โดยในทุกสงครามที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534  อิรัก 2546 อิสราเอล-ฮามาซ 2566 และสงคราม 12 วันในปี 2568

ตลาดมองว่า เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแอจากสงครามและราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อช่วยเศรษฐกิจ ทำให้ดอลลาร์อ่อน ผลตอบแทนพันธบัตรปรับลง ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เป็นเพราะความกังวลในการผลิตน้ำมัน แต่คู่กรณีไม่ได้ทำลายสาธารณูปโภคด้านน้ำมัน รวมถึงปิดช่องแคบฮอร์มุซเหมือนครั้งนี้

แต่สงครามครั้งนี้กำลังเดินสวนทางทุกอย่าง เนื่องจาก Fed มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยน้อยลงเพราะเงินเฟ้อที่กำลังกลับมา ซึ่งเป็นผลจากการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ทำให้ราคาพลังงานสูงยาวนานขึ้น รวมถึงการปิดช่องแคบที่จะกระทบราคาพลังงานและเงินเฟ้อเช่นกัน

ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหรือ safe haven แทนที่จะอ่อนลง และผลตอบแทนพันธบัตรกำลังปรับขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อในระยะแรก

ไม่ว่าสงครามจะยุติในสองสัปดาห์หรือยืดเยื้อออกไปนานหลายเดือน สิ่งที่แน่นอนคือ ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรที่กำหนดทิศทางทุกอย่าง - ยิ่งความขัดแย้งลากยาว ราคายิ่งพุ่งสูง และยิ่งส่งแรงกระแทกต่อเนื่องไปยังเงินเฟ้อ ค่าเงิน และดอกเบี้ย

ในกรณีที่ดีที่สุด หากสถานการณ์สามารถจบได้ภายใน 2 สัปดาห์ (จากการกลับมาเจรจาระหว่างคู่กรณี) ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นระดับหนึ่ง ก่อนกลับทรงตัวได้ในระดับ 65-70 ดอลลาร์ ทิศทางเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวได้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยต่อ

แต่หากสงครามยืดเยื้อออกไป - ซึ่งดูจะใกล้ความจริงในวันนี้  - ราคาน้ำมันดิบจะเฉลี่ยสูงกว่า 85 ดอลลาร์ (บางช่วงอาจทะลุ 100 ดอลลาร์) ธปท. อาจลดดอกเบี้ยไม่ได้ ขณะที่บาทจะกลับมาอ่อนค่า

และหากสถานการณ์บานปลายสู่ระดับภูมิภาคด้วยการเข้าร่วมของกองกำลังพันธมิตรอิหร่าน ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อจะพุ่งสวนทางกับเศรษฐกิจที่กำลังชะลอ บีบให้ ธปท. ต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อและพยุงบาทที่จะอ่อนค่ารุนแรง

ทั้งหมดนี้จะกระทบไทยพร้อมกันทั้งสามช่องทางในเวลาเดียวกัน ทั้งการส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจคู่ค้า ต้นทุนพลังงานที่กัดกร่อนกำไรภาคธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่จะถดถอยลง

ทำให้ความเสี่ยงขาลงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2569 อยู่ในระดับที่สูงกว่าที่เคยประเมิน ตลาดหุ้นไทยจะเผชิญแรงกดดันจากทั้งมูลค่าหุ้นหรือ valuation ที่ถูกกดด้วยต้นทุนพลังงานสูง และความเชื่อมั่นที่ถดถอย

ที่สำคัญกว่านั้น รัฐบาลใหม่ซึ่งเพิ่งจัดตั้งได้ไม่นานจะต้องเผชิญแรงกดดันทางการคลัง เพราะกองทุนน้ำมันมีแนวโน้มที่จะถูกดึงไปใช้อุดหนุนราคาพลังงานในประเทศ ขณะที่จำเป็นต้องลดภาษีบางประเภทเพื่อช่วยค่าครองชีพ ซึ่งจะซ้ำเติมความเสี่ยงการขาดดุลงบประมาณในทุกครั้งที่เกิดสงครามตะวันออกกลาง 

นักเศรษฐศาสตร์รวมถึงนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าสงครามจะจบเร็ว ราคาน้ำมันจะลดลง และ Fed จะช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่สงครามครั้งนี้เขียนบทเรียนใหม่ โดยเฉพาะเมื่อน้ำกลายเป็นอาวุธ เมื่อช่องแคบที่ไม่เคยปิดถูกปิดจริง และเมื่อศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจถูกโจมตี ขณะที่ ธ. กลางต่าง ๆ โดยเฉพาะ Fed อาจไม่สามารถช่วยได้เหมือนก่อน

นักเศรษฐศาสตร์มักเตือนกันเสมอว่าอย่าใช้วลี ‘this time is different’ โดยไม่ระวัง แต่บางครั้งก็มีสงครามที่แตกต่างจริงๆ และสงครามครั้งนี้ อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่