อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญเทียบเท่าการคมนาคมและพลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI)
ได้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจบริการ ซึ่งรวมถึงภาคการเดินทางและการท่องเที่ยว
รายงานของ World Travel and Tourism Council (WTTC, 2024) ประเมินว่า AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้กว่า 15% ภายในปี 2035 จากการยกระดับผลิตภาพ การปรับแต่งบริการเฉพาะบุคคล (personalisation)
และการเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน เช่น ระบบการจอง (logistics automation) และการบริหารจัดการฝูงชน (crowd management) ในแหล่งท่องเที่ยวหลัก
ในขณะเดียวกัน AI ยังถูกคาดหวังให้ช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของการท่องเที่ยว เช่น การบริหารพลังงานและขยะในเมืองท่องเที่ยว และช่วยคาดการณ์ผลกระทบจากภัยพิบัติหรือโรคระบาดในอนาคต
วิวัฒนาการของ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สามารถแบ่งออกได้เป็นสามระยะสำคัญ ระยะแรก (ทศวรรษ 2010) เป็นช่วงของการเริ่มใช้ AI ในเชิงสนับสนุนการบริการ เช่น ระบบแนะนำโรงแรมและเที่ยวบิน (recommendation engine) ของ Expedia หรือ Booking.com ที่เรียนรู้จากข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ รวมถึงการใช้ chatbot บริการลูกค้าเบื้องต้นในสายการบินและโรงแรม
ระยะที่สอง (ทศวรรษ 2020-2025) เป็นช่วงที่ AI เชื่อมโยงกับ Internet of Things (IoT) และ Machine Learning เพื่อให้เกิด “การบริการอัจฉริยะ” เช่น ระบบเช็กอินอัตโนมัติในโรงแรม smart room ที่ปรับอุณหภูมิ แสง และดนตรีตามความชอบของแขก
รวมถึงการใช้ AI ในระบบความปลอดภัยสนามบินและการบริหารเส้นทางการเดินทางแบบ real time โดยอิงจากข้อมูลฝูงชนและสภาพอากาศ
ระยะที่สาม (หลังปี 2025 เป็นต้นไป) คือยุคนี้ที่ Generative AI และ Agentic AI สามารถสร้างและตัดสินใจแทนมนุษย์ได้แล้วในบางบริบท นักท่องเที่ยวจะสามารถออกแบบทริปทั้งทริปผ่าน AI travel agent ที่วิเคราะห์งบประมาณ ความสนใจ และเวลาที่เหมาะสม
ระบบจะเชื่อมโยงกับผู้ให้บริการหลายราย และจัดแพ็กเกจในแบบเฉพาะตัวโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ ภาคการตลาดท่องเที่ยวเริ่มใช้ AI ในการสร้างภาพและวิดีโอเสมือน (Virtual content creation) และการจำลองประสบการณ์ Metaverse ซึ่งเปลี่ยนพรมแดนของการท่องเที่ยวจากเชิงพื้นที่สู่เชิงประสบการณ์
โครงสร้างเศรษฐกิจท่องเที่ยวของไทยมีจุดแข็งจากความหลากหลายของทรัพยากรท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร เมืองชายทะเล-ภูเขา-ชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานการบินที่เชื่อมต่อภูมิภาคอินโดจีนได้สะดวก
จุดแข็งนี้สัมพันธ์โดยตรงกับ “ข้อมูล” จำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางนักท่องเที่ยว ตั้งแต่วางแผนเดินทาง การค้นหาและจอง การใช้จ่ายหน้างาน ไปจนถึงการสร้างเนื้อหาออนไลน์หลังเดินทางกลับ
ประเทศไทยจึงมีฐานข้อมูลที่พร้อมต่อยอดด้วย AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพของห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ตั้งแต่ฝั่งอุปทาน เช่น การคาดการณ์อุปสงค์ห้องพักและเที่ยวบิน การบริหารแรงงานตามฤดูกาล และการจัดการพลังงานของโรงแรมไปจนถึงฝั่งอุปสงค์
เช่น การแนะนำเส้นทางส่วนบุคคลและการตลาดเชิงเฉพาะกลุ่มที่ลดต้นทุนได้จริง ด้วยการพัฒนา “ผู้ช่วยท่องเที่ยวอัจฉริยะ” และศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะของหน่วยงานกลางและเอกชน
ไทยเริ่มเห็นการนำ AI ลงสู่การใช้งานจริง ทั้งในมิติบริการนักท่องเที่ยวและการตัดสินใจเชิงนโยบายของภาครัฐ เช่น การเปิดตัวผู้ช่วยท่องเที่ยวแบบ AI “TAGTHAi” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เชื่อมต่อฐานข้อมูลทางการของการท่องเที่ยวฯ โดยตรง
เพื่อให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์แก่ผู้เดินทางทั่วโลก นับเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบข้อมูลแบบคงที่ (static) ไปสู่ “แพลตฟอร์มให้คำปรึกษา” ที่เรียนรู้ได้ต่อเนื่อง และยกระดับคุณภาพประสบการณ์เดินทางของไทยโดยรวม
โอกาสใหม่อีกด้านคือ การประยุกต์ใช้ AI ในระดับเมืองท่องเที่ยว การใช้แบบจำลองเรียนรู้จากข้อมูลฝูงชน การจราจร และสภาพแวดล้อม สามารถช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวจากจุดฮอตสปอตไปยังเมืองรอง ลดความแออัดและแรงกดดันต่อทรัพยากร พร้อมทั้งเพิ่ม “ค่าใช้จ่ายต่อหัว” ผ่านการแนะนำกิจกรรมเฉพาะบุคคลและเส้นทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชน
ขณะเดียวกัน การตั้ง “ศูนย์ข่าวกรองข้อมูลท่องเที่ยว” (Tourism Intelligence Center) ที่พร้อมเชื่อมต่อแดชบอร์ดและคลังข้อมูล จะสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงสัญญาณตลาดได้เท่าทันมากขึ้น แนวทางนี้เริ่มถูกระบุในวาระของหน่วยงานท่องเที่ยวไทย ทั้งในเชิงการพัฒนาแดชบอร์ดและข้อมูลอัจฉริยะ
รวมถึงยุทธศาสตร์ใช้ AI เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และเชื่อมต่อวัฒนธรรมไทยกับตลาดคุณภาพทั่วโลก ซึ่งจะเอื้อต่อการขยับจากการเติบโตเชิงปริมาณสู่การเติบโตเชิงมูลค่าในทศวรรษหน้า
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยควรยกระดับ “ระบบนิเวศ AI เพื่อการท่องเที่ยว” จากโครงการรายหน่วยไปสู่กรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยเชื่อมโยงสามมิติหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ทุนมนุษย์ และกลไกธรรมาภิบาลข้อมูล
ประการแรก รัฐควรสร้างมาตรฐานข้อมูลท่องเที่ยวแบบเปิด (Open Tourism Data) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และนักพัฒนาสามารถเข้าถึงและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างปลอดภัย ภายใต้กรอบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยไซเบอร์ที่ชัดเจน
ควรมีการจัดตั้งแซนด์บอกซ์สำหรับทดสอบนวัตกรรม AI ในเมืองท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และชลบุรี เพื่อประเมินผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
ประการต่อมา ควรเร่งสร้างทุนมนุษย์ด้าน AI ผ่านโครงการ “AI Upskilling for Tourism SMEs” โดยเน้นการฝึกอบรมผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม และมัคคุเทศก์ ให้ใช้เครื่องมือ AI ในการบริหารจัดการธุรกิจ
เช่น ระบบคาดการณ์อุปสงค์ การจัดการพลังงาน หรือแชตบอทบริการลูกค้า ควรมีการสนับสนุนเงินทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่พัฒนาเทคโนโลยี AI ในภาคท่องเที่ยว
สุดท้าย รัฐควรสร้างระบบการติดตามและประเมินผล (Monitoring System) เช่น ดัชนี “Tourism AI Readiness Index” รายจังหวัด และดัชนี “Tourism Carbon & Water Footprint” เพื่อประเมินการใช้พลังงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วย AI อย่างมีทิศทาง เพิ่มรายได้ต่อหัว กระจายประโยชน์สู่ท้องถิ่น และลดรอยเท้าคาร์บอนของภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
*มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้โครงการเตรียมทักษะคนไทยก่อนวัยเกษียณ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)





