ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ผมได้ทดลองทำงานร่วมกับ AI อย่างจริงจังในทุกมิติของชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการสอน การเขียนบทความ การวางแผนงานให้คำปรึกษา การตอบอีเมล การจัดตารางนัดหมาย หรือแม้แต่การวางแผนการท่องเที่ยว หรือวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ สิ่งที่ผมค้นพบในฐานะผู้ใช้งานจริงนั้นต่างจากสิ่งที่อ่านในรายงานวิจัยอย่างสิ้นเชิง เพราะในโลกของการทำงานจริง AI ไม่ได้แค่ “ช่วย” แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เราคิดและจัดการงานพื้นฐาน
คำว่า Augmented Worker หรือ “คนทำงานที่ทำงานร่วมกับ AI” เป็นศัพท์ที่อาจดูสวยหรูในการบรรยายเมื่อพูดถึงการใช้ AI แต่สำหรับผมมันมีความหมายอย่างเป็นรูปธรรม มันไม่ได้หมายความว่าเราแค่ใช้ ChatGPT หรือเครื่องมือ AI ช่วยค้นหาคำตอบแบบ Google แต่มันหมายถึงการทำงานรูปแบบใหม่ ที่เราจะต้องออกแบบกระบวนการทำงานที่มี AI เป็นส่วนหนึ่งในแทบทุกขั้นตอน เหมือนกับที่นักบัญชีในยุคก่อนเปลี่ยนจากสมุดบัญชีที่ใช้มือและเครื่องคิดเลขมาเป็นการใช้โปรแกรมสเปรดชีตในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ครั้งนี้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกประเภทงานพร้อมกันในหลายๆ อาชีพ
หนึ่งในเครื่องมือ AI ที่คนตื่นเต้นกันมากล่าสุดคือ Claude Cowork ซึ่งเป็น desktop agent ที่ Anthropic พัฒนาขึ้นสำหรับการจัดการไฟล์และงานอัตโนมัติบนเครื่องในลักษณะการทำงานในแบบ agentic กล่าวคือมันไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่มันรับคำสั่งแล้วดำเนินการเองเป็นลำดับขั้นตอนจนเสร็จ เสมือนว่ามีคนมานั่งทำงานบนโต๊ะทำงาน แทนพนักงานหลายๆ ตำแหน่ง ทั้งพนักงานธุรการ นักบัญชี เจ้าหน้าที่บุคคล เลขานุการ หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ไอที
ผมใช้โปรแกรม Claude มานานกว่าสองปีและเห็นความฉลาดของเขาในหลายด้านทั้งงานเอกสารและการเขียนโปรแกรม พอเวอร์ชันที่เป็น Claude Cowork ออกมา ผมก็ได้ลองนำ AI ตัวนี้มาใช้ในงานที่หลากหลายมาก เช่นการสร้างทักษะ (Skill) หรือชุดคำสั่งสำหรับกระบวนการทำงานซ้ำๆ เช่น สำหรับแปลงวิดีโอ YouTube เป็นข้อความสรุปเนื้อหาที่สามารถโพสต์ลง Facebook และสคริปต์สำหรับสร้างอินโฟกราฟิก แทนที่จะต้องสั่งใหม่ทุกครั้ง ผมแค่บอก URL ของวิดีโอแล้ว AI ก็จะทำงานทั้งหมดให้เสร็จสมบูรณ์
หรือแม้แต่การเขียนบทความคอลัมน์ Think Beyond นี้ประจำสัปดาห์ ผมก็จะสร้างทักษะ AI ให้ทำหน้าที่ค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ในหัวข้อที่ต้องการเขียนเพิ่มเติม แล้วสั่งให้ร่างเนื้อหาเบื้องต้น และปรับสำนวนให้สอดคล้องกับสำนวนของผม ก่อนผมจะลงมือเขียนเองต่อ ซึ่งก็ช่วยทำให้ผมสามารถเขียนบทความได้เร็วขึ้นอย่างน้อย 2-3 เท่า
นอกจากงานเขียนบทความ ผมยังนำ Claude Cowork มาใช้ในงานที่ต้องใช้เวลานานอย่างการวิเคราะห์เอกสาร TOR หรือขอบเขตงานโครงการที่มีความยาวหลายสิบหน้า แทนที่จะต้องอ่านและสรุปเองทั้งหมด ผมให้ AI อ่านเอกสาร TOR แล้ววิเคราะห์ออกมาเป็นงานที่ต้องทำ แนวทางการทำงาน ประมาณราคา และความเสี่ยงของโครงการ ซึ่งปกติงานประเภทนี้ใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เมื่อใช้ AI ก็ลดลงเหลือไม่กี่นาที งานสไตล์นี้ชัดเจนว่า AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักวิเคราะห์อาวุโสที่ผ่านงานมามาก ไม่ใช่แค่เครื่องมือค้นคว้า
อีกกรณีที่ผมนำมาใช้งานคือการใช้ Claude Cowork จัดการข้อมูลทางการเงินส่วนตัว โดยเฉพาะการสรุปรายการในใบแจ้งยอดบัตรเครดิต ปกติเราได้รับใบแจ้งยอดที่เต็มไปด้วยรายการจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยมีเวลานั่งจัดหมวดหมู่ว่าจ่ายค่าอะไรไปเท่าไร ผมลองนำรายการทั้งหมดมาให้เขาวิเคราะห์และสรุปออกมาเป็นไฟล์ Excel ที่แยกหมวดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าสัมมนา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ พร้อมสรุปยอดรวมแต่ละประเภท และแสดงเป็นกราฟต่างๆ ออกมา
ผมใช้งาน AI เหมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในทุกเรื่อง ตั้งแต่การสอบถามและจัดตารางเวลานัดหมาย ช่วยวิเคราะห์และตอบอีเมล การอ่านเอกสารหรือเขียนเอกสารหลายๆ อย่าง หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว เช่นเมื่อสิ้นปีที่แล้วผมเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ แทนที่ผมจะเลือกใช้ Google ที่เป็นเครื่องมือในการค้นหาข้อมูลแบบเดิม หรือใช้ Google Map ผมกลับเรียกใช้ Gemini ในการให้ตัดสินใจวางแผน และวิเคราะห์ในทุกเรื่องตั้งแต่การจะขึ้นลงรถไฟ การแปลภาษา เส้นทางการเดินทาง หรือแม้แต่จะถามเขาแต่ละวันว่าควรไปเที่ยวที่ไหนดี เขาทำหน้าที่เสมือนไกด์ส่วนตัวของผม
สิ่งที่ผมค้นพบจากการใช้งานจริงคือความสำคัญของการเลือก AI Agent ให้ตรงกับประเภทงาน เพราะในโลกของ Agentic AI ปัจจุบันไม่มี agent ตัวใดตัวเดียวที่เก่งครบทุกอย่าง ถ้างานหลักของคุณคือการจัดการไฟล์บนเครื่องและเอกสารจำนวนมาก Claude Cowork คือตัวเลือกที่เหมาะที่สุด แต่ถ้าต้องการวิจัยบนเว็บและสร้างเนื้อหา Perplexity Comet หรือ ChatGPT Agent อาจเหมาะกว่า กลยุทธ์ที่ผมพบว่าใช้ได้ผลคือการจับคู่โปรแกรม AI หลักหนึ่งตัวกับ AI ตัวเสริมอื่นๆ ตามลักษณะงาน มากกว่าการพยายามหา “AI ตัวเดียวที่ดีที่สุด”
สิ่งสำคัญของความแตกต่างระหว่าง “การใช้ AI” กับ “ทำงานกับ AI ในแบบ Augmented Worker” ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือที่ใช้ แต่อยู่ที่แนวคิดในการออกแบบงาน Augmented Worker ที่ดี ที่เราอาจต้องมองภาพงานโดยรวมแล้ววิเคราะห์ว่า “งานส่วนไหนที่ AI ทำได้ดีกว่าหรือเร็วกว่าเรา?” จากนั้นจึงออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยให้ตัวเองรับผิดชอบเฉพาะในส่วนที่ต้องการการตัดสินใจ การเชื่อมโยงงานต่างๆ หรือเนื้องานเฉพาะที่ AI ไม่สามารถทำได้ ส่วนที่เหลือก็มอบให้ AI ทำงานให้
แต่ที่น่าคิดคือผลกระทบของ Claude Cowork และ AI Agent ตัวอื่นๆ ต่อตลาดแรงงานในภาพรวม การเปิดตัว Claude Cowork เมื่อเดือนมกราคม 2026 ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่ว Wall Street ทันที ราคาหุ้นของ Thomson Reuters ดิ่งลงเกือบ 16% ในวันเดียว LegalZoom ร่วงลงเกือบ 20% และ FactSet ตกกว่า 10% เพราะนักลงทุนเข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือ AI ที่ช่วยให้ทำงานเร็วขึ้น แต่เป็น AI Agent ที่สามารถทำงานของ “นักวิเคราะห์ระดับเริ่มต้น” ได้โดยอัตโนมัติ
Kate Jensen หัวหน้าฝ่าย Americas ของ Anthropic กล่าวไว้ชัดเจนว่า “ในปี 2025 Claude เปลี่ยนวิธีการทำงานของนักพัฒนาโปรแกรมไปแล้ว และในปี 2026 มันจะทำแบบเดียวกันกับคนทำงานที่ใช้ความรู้ (knowledge worker) ในทุกอาชีพ”
แต่ก็ยังมีพื้นฐานแนวคิดของคนสองกลุ่มที่ต่างกัน ฝั่งที่กังวลว่าตำแหน่งงานจะหายไปชี้ว่าตัวเลขจาก Resume.org ระบุว่าเกือบ 3 ใน 10 บริษัทได้แทนที่ตำแหน่งงานด้วย AI ไปแล้ว และ 37% คาดว่าจะทำแบบนั้นภายในสิ้นปี 2026
บริษัทวิจัย McKinsey ประมาณการว่า AI Agent อาจทำให้ 70% ของกระบวนการทำงานในออฟฟิศกลายเป็นระบบอัตโนมัติภายในปี 2030 ส่วนฝั่งที่มองในแง่ดีอ้างตัวเลขจาก World Economic Forum ที่ประมาณการว่าระหว่างปี 2025-2030 จะมีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ 170 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ 92 ล้านตำแหน่งถูกแทนที่ ซึ่งหมายความว่ายังมีการเติบโตสุทธิของงานอยู่ 78 ล้านตำแหน่ง
สิ่งที่น่าคิดคือ AI Agent ไม่ได้กระทบเฉพาะงานรูทีนที่ทำซ้ำๆ แต่มันเข้าไปถึงงานของพนักงานที่ต้องใช้ความรู้ในระดับกลางและระดับสูงด้วย ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์กฎหมาย นักวิเคราะห์การเงิน นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายบุคคล หรือแม้แต่ผู้จัดการโครงการ เพราะ AI Agent อย่าง Claude Cowork มีปลั๊กอินเฉพาะทางที่ครอบคลุมงานเหล่านี้แล้วทั้งสิ้น
ในบริบทของประเทศไทย เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะคนทำงานที่ปรับตัวเป็น Augmented Worker ได้เร็วกว่าจะมีขีดความสามารถแตกต่างจากคนที่ยังทำงานแบบเดิมอย่างมาก คำถามที่สำคัญกว่าสำหรับสังคมไทยจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่งานหรือไม่ แต่คือเราจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรและระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนไทยพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และนั่นเป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องเร่งลงมือทำ ก่อน AI จะเข้ามา Disrupt การทำงานขนานใหญ่เร็วๆ นี้





