วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

ไทยต้องลดการนำเข้าพลังงาน | เศรษฐศาสตร์+สุขภาพ

สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐที่ร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน กำลังขยายตัวไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาหรับ ทำให้เกิดความกังวลว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิด

ตลอดจนการทำลายกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ได้ทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ได้แก่ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจำนวนมาก

หากดูข้อมูลเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่า มีความผันผวนอย่างมาก โดยราคาก๊าซธรรมชาติแกว่งตัวจากจุดต่ำประมาณ $1.9 MMBtu ถึงจุดสูงประมาณ $9.2 MMBtu ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI นั้น แกว่งตัวจากจุดต่ำประมาณ $20 MMBbl ถึงจุดสูงประมาณ 118 MMBbl 

ความผันผวนดังกล่าวย่อมจะไม่ส่งผลดีต่อประเทศไทยที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในภาพรวมประมาณ 65% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด สำหรับภาคการขนส่งนั้นไทยนำเข้าน้ำมันดิบคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของความต้องการใช้พลังงานทั้งหมดในภาคเศรษฐกิจดังกล่าว ไทยต้องลดการนำเข้าพลังงาน | เศรษฐศาสตร์+สุขภาพ กล่าวโดยสรุปคือ ในภาพรวมประเทศไทยนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 12.6% ของการนำเข้าทั้งหมดในปี 2025 แต่สัดส่วนดังกล่าวผันแปรได้อย่างมาก เช่น ในปี 2022 ซึ่งเป็นปีที่รัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปสูงถึง 19% ของการนำเข้าทั้งหมด ไทยต้องลดการนำเข้าพลังงาน | เศรษฐศาสตร์+สุขภาพ นอกจากการนำเข้าน้ำมันดิบจำนวนมากแล้ว ประเทศไทยก็ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเป็นอันดับ เพราะปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ไทยต้องลดการนำเข้าพลังงาน | เศรษฐศาสตร์+สุขภาพ

นอกจากนั้น การนำเข้าพลังงานของไทยประมาณ 1/3 ต้องนำเข้าโดยการขนส่งจากช่องแคบฮอร์มุซ ประเทศไทยพยายามหาแหล่งพลังงานดังกล่าวจากที่อื่น เช่น การทำข้อตกลงระยะยาวเพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การผลิตแก๊สธรรมชาติของไทยที่ลดลง ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากตลาดโลกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (การนำเข้าจากเมียนมาร์ก็มีแนวโน้มจะลดลง เพราะเมียนมาร์ถูกคว่ำบาตรและเมียนมาร์เองก็มีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศมากขึ้น)

ถามว่า ประเทศไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติมาเพื่อทำอะไร ก็ต้องบอกว่าส่วนใหญ่คือ การนำเข้ามาใช้ปั่นไฟ คือ ประมาณ 2/3 ของการผลิตไฟฟ้าของไทยนั้น ผลิตโดยการใช้แก๊สธรรมชาติ

ดังนั้น ภาคพลังงานของไทยจึงจะมีความอ่อนไหวอย่างมากจากวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์ของโลกทุกครั้ง เพราะเราพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะพลังงานของไทยนั้นส่วนหนึ่ง จะต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทางออกของประเทศไทยในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานคือ การลดการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า โดยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 

ผมได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ และพบว่า ต้นทุนการผลิตด้วยแสงอาทิตย์โดยใช้แผงโซลาร์เซลล์ รวมทั้งต้นทุนการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมเพื่อสำรองพลังงานให้มีความเสถียรนั้น ต้นทุนถูกกว่าการผลิตไฟฟ้าโดยใช้แก๊สธรรมชาติ และส่วนต่างดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

เพราะคาดการณ์ว่า เทคโนโลยีจะทำให้ราคาแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ลิเธียมลดลงไปได้อีก ทำให้ต้นทุนถูกกว่าการผลิตก๊าซธรรมชาติมากถึง 55% ในปี 2030

ไทยต้องลดการนำเข้าพลังงาน | เศรษฐศาสตร์+สุขภาพ

ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งการปรับนโยบายที่สนับสนุนการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ) ทั้งนี้ สำหรับพลังงานแสงอาทิตย์นั้น ปัจจุบันประเทศไทยผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เพียง 5-10% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด เราสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้อีกมาก 

ธนาคารโลกประเมินว่าประเทศไทยนั้นได้รับแสงอาทิตย์ทั่วประเทศเกือบทั้งปี ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะผลิตพลังงานได้มากกว่า 300 กิกะวัตต์ (โดยจะต้องใช้พื้นที่เพียง 2% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ) ในขณะที่กำลังการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ (installed capacity) ของประเทศไทยนั้น ข้อมูลระบุว่า มีทั้งหมด 5 กิกะวัตต์

หากไทยรีบเร่งเพิ่มการผลิตไฟฟ้าโดยใช้แสงอาทิตย์แทนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ไทยก็จะสามารถลดการนำเข้าน้ำมันดิบได้อีกด้วย เพราะคนไทยก็กำลังใช้รถไฟฟ้า (EVs) มาทดแทนการใช้รถยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine Vehicles) มากขึ้น ซึ่งจะลดความต้องการใช้น้ำมันดิบที่ 90% ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตะวันออกกลางที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ