หลังทศวรรษ 2020s มาเป็นยุคที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทว่ารายได้จากงานในละแวกภูมิลำเนากลับถูกแช่แข็งจนหาความสอดคล้องไม่ได้
จึงพอเข้าใจได้ที่หลังไวรัสโควิด -19 ระบาด จะมีกระแสวัยรุ่น Gen Y-Z ชักชวนเพื่อนฝูงให้ย้ายถิ่นฐานออกไปประกอบกิจ ‘ล้างจาน’ หรือ ‘เช็ดขี้’ ลูกหลานคหบดีในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษ
ส่วนกลุ่มที่ยังต้องการยึดมั่นในรากเดิมที่ไทย ก็มักเพลิดเพลินกับการขุดเอาบทสนทนาเรื่องการหางานประจำค่าตอบแทนเรือน 100,000 บาทขึ้นมาถกเถียงกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างออกรส ประหนึ่งงานลักษณะดังกล่าวล้วนถูกซ่อนงำไว้ภายในปริมณฑลลึกลับ
โดยมีธงเล็ก ๆ ในใจกันว่านอกจากอาชีพสาย STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ที่ได้จับเงินแสนเป็นนิตย์กันอยู่แล้ว คงพอมีช่องทางเหลือให้สาย Non-STEM แทรกตัวเข้าไปสัมผัสความรู้สึกนั้น ๆ ได้บ้าง
ทั้งนี้ หากนำหัวข้อดังกล่าวไปปรึกษานักล่า/สรรหาบุคลากร (headhunters) ในแวดวง Corporate จะได้ยินข้อเท็จจริงที่แทบจะตรงกันข้ามทีเดียว เพราะงานประเภทที่ทั้งอยู่นอกสาย STEM และเสนอค่าตอบแทนเกินอัตรา 100,000 บาท/เดือน ในกรุงเทพ ปี 2569 นั้นเปิดรับอยู่ตลอดเวลา โดยที่ headhunters ยังหาทรัพยากรบุคคล ‘ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม’ มาเติมให้แก่องค์กรคู่ค้าไม่ได้อีกหลายบริษัท
ไม่ต้องคิดถึงความต้องการที่ซับซ้อนของผู้บริหาร เอาแค่ทักษะขั้นพื้นฐาน เช่น ความเชี่ยวชาญการสื่อสารด้วยสหภาษา (multi-lingual communication skill) อย่างน้อยไทย-อังกฤษ รวมไปถึงภาษาที่ 3 จากหนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออก-ตะวันออกเฉียงใต้
หรือแม้แต่ความคล่องตัวในการนำ Generative/Agentic AI มาประยุกต์ใช้อำนวยความสะดวกในหน้างานก็แทบจะกวาดคู่แข่งส่วนใหญ่ออกไปได้เกินครึ่งสนามแล้ว
อีกประเด็นที่น่าเสียดาย คือ ผู้มากประสบการณ์และทักษะในระบบ Corporate ไทยยังไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของแพลตฟอร์ม LinkedIn เท่าที่ควร ทั้งที่แพลตฟอร์มดังกล่าวสามารถใช้เป็นช่องทางตั้งแผงขายตัวเองท่ามกลางชุมชนมืออาชีพจากทั่วโลก
แค่เพียงจัดวางข้อมูล/ผลงาน/ความสำเร็จเป็นภาษาอังกฤษไว้บนหน้าโปรไฟล์อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งก็เป็นข้อได้เปรียบเหลือคณาแล้ว
เนื่องจากหากพิจารณาจากโครงสร้างแรงงานไทยจะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีผู้ทำงานนั่งโต๊ะร่วมกว่า 15,000,000 - 20,000,000 คน แต่สถิติผู้ใช้งาน LinkedIn ในไทยกลับยังไม่ทะลุแม้แค่เพดาน 10,000,000 คน ต่ำกว่าจำนวนผู้ใช้งาน Facebook และ TikTok กว่า 5 - 6 เท่า
ผลกระทบที่เป็นรูปธรรมจึงเป็นเรื่องของตัวเลือกในตลาดแรงงาน ที่คุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการของผู้ว่าจ้าง ภาษา HR เรียก ‘กระรอกม่วง’ มีจำนวนค่อนข้างจำกัด
ฉะนั้น ในบางสายงานย่อยของกลุ่ม Non-STEM ที่สังกัดบริษัทข้ามชาติ หรือยักษ์ใหญ่ 20 อันดับแรกของโลก จึงประสบปัญหาเจอแต่เป้าหมายหน้าเดิม ๆ ซ้ำซากบน LinkedIn ทั้งที่กระรอกม่วงตัวนั้น ๆ ได้ปฏิเสธข้อเสนอจาก headhunters ไปแล้ว
ความน่าปวดหัวของภารกิจนำพาโอกาสหลักแสนจาก (ว่าที่)นายจ้างไปยัง (ว่าที่)ลูกจ้าง หลังผ่านกระบวนการคัดกรอง โดยเฉพาะขั้นตอนสัมภาษณ์ไปแล้ว
ยังมีด่านสุดท้ายที่(ว่าที่)ลูกจ้างในไทยมักพร้อมใจกันถอยหนี คือ วัฒนธรรมเชิดชูผู้ทำงานหนักวันละ 12 ชั่วโมง ตลอด 6 วัน/สัปดาห์ (996) ซึ่งถูกมองว่าขัดกับหลักนิยม Work-Life Balance (WLB) ของ Gen Y – Z
แม้แนวคิดดังกล่าวจะแพร่หลายจากจีน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้ไปยังบริษัทข้ามชาติทางฝั่งอเมริกาหลายแห่ง เช่น เครือ Tesla ของ Elon Musk จนกลายเป็นความคาดหวังต่อการทำงานยุคใหม่แล้วก็ตาม ข้อจำกัดข้างต้นนี้สร้างความลำบากใจให้แก่ headhunters มาก
เพราะถึงทางบริษัทต้นสังกัดมีความต้องการจ้างแรงงานคุณภาพสูงในไทย พร้อมเสนอค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับสภาพตลาดแรงงาน ก็ใช่ว่าจะยอมรับความกดดัน และความคาดหวังจาก(ว่าที่)นายจ้างกันได้เสียทีเดียว
ดังนั้น ควรทำความเข้าใจกันเสียใหม่ เพราะไม่ใช่แค่แรงงานที่ต้องการไขว่คว้าเงินเดือนหลัก 100,000 บาทอยู่ฝ่ายเดียว หากแต่ฝ่ายผู้ว่าจ้างเองก็อยู่ระหว่างวิ่งหาทรัพยากรบุคคลอันล้ำค่าเช่นเดียวกัน
ติดอุปสรรคไม่กี่ประการ คือ ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายไม่สอดคล้อง หรือไม่สามารถประนีประนอมในความต้องการเดิมของกันและกันได้ ท้ายสุดอำนาจตัดสินใจจึงกลับไปอยู่ที่ผู้มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ซึ่งมักย้อนไปพึ่งพาการนำเข้าแรงงานศักยภาพสูงจากต่างประเทศ พบได้บ่อยในกลุ่มบริษัทข้ามชาติจากประเทศพัฒนาแล้ว
นอกเหนือไปจากนั้นส่วนใหญ่ยังยึดติดอยู่กับวิธีเก่าแก่อย่างการให้บุคลากรภายในช่วยชักชวนเพื่อน [ศักยภาพสูง] มาทำงาน (Referral Programme) ที่มักจบด้วยการใช้เครือข่ายทางสังคมและการศึกษาเป็นแกนกลาง โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีระบบศิษย์เก่าเข้มแข็ง ไม่ว่าจะ Russell Group, Ivy League หรือแม้แต่ C9 League
โดยพื้นฐานที่สุด ตลาดแรงงานไม่เคยเข้าสู่สภาวะขาดแคลนลักษณะดังกล่าว สิ่งที่ตลาดขาด คือ คนที่บริษัทจ่ายค่าตอบแทนแล้วคุ้มกับต้นทุนที่ทะยอยหยอดลงไปมากที่สุด ซึ่งกว่าจะหาได้แต่ละครั้งก็ทำเอาแวดวง headhunters ปาดเหงื่ออยู่เหมือนกัน





