การเอาจริงถึงขั้นถอนรากถอนโคนของอเมริกา-ยิวรอบนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความบอบช้ำที่ฟื้นฟูไม่ได้ให้แก่ระบอบโคไมนีที่ยืนยาวมากว่ากึ่งศตวรรษแต่น่าจะถึงขั้นระบอบล่มสลายกันเลยทีเดียว
อิหร่านไม่มีทางสู้พันธมิตรที่มุ่งมั่นในเป้าหมายโค่นล้มระบอบมุลเลาะห์อย่างจริงจัง แม้ว่าจะพยายามดึงทั้งโลกให้มาล่มหัวจมท้ายหมายให้ศึกบานปลายกลายเป็นสงครามโลกก็ตาม
ถึงตอนนี้โลกไม่ควรมองด้วยความวิตกพรั่นพรึงว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะควบคุมไม่ได้จนกลายเป็นหายนะของทั้งจักรวาล แต่ควรคาดการณ์อนาคตของภูมิภาคตะวันออกกลางว่า จะเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรขนาดไหนในอนาคตอันใกล้ แล้วเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นกันได้แล้ว
สงครามอ่าวคราวนี้จะไม่ใช่การยุติลงชั่วคราวตามความพอใจของทรัมป์หรือเนทันยาฮูอีกแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคืออิหร่านใกล้บรรลุการมีอาวุธนิวเคลียร์ การล้มดีลของรัฐบาลเตหะรานเองเมื่อปลายกุมภาพันธ์เป็นการตอกตะปูปิดโอกาสการเจรจาทั้งมวลของทุกฝ่าย
นี่ยังไม่รวมถึงการที่อิหร่านยังไม่คุยเรื่องการล้มเลิกพัฒนาขีปนาวุธและหนุนหลังกลุ่มหัวรุนแรงบ่อนทำลายภูมิภาค
ทุกชาติในตะวันออกกลางเห็นตรงกันกับอเมริกาว่าไม่ต้องการให้ระบอบโคไมนีมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด เพราะอะไรก็เห็นกันอยู่ เมื่ออิหร่านถูกอเมริกากับอิสราเอลโจมตีเมื่อ 28 กุมภาพันธ์
สิ่งที่อิหร่านตอบโต้กลับเป็นการยิงจรวดถล่มประเทศต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการของพันธมิตร โดยไม่เลือกเป้าหมายพลเรือนหรือทหาร แล้วลองคิดดูว่าหากระบอบโคไมนีมีนิวเคลียร์จะเกิดอะไรขึ้น
การตัดสินใจแบบลากผู้อื่นไปลงไฟโลกันตร์ด้วยกันของอิหร่านนับเป็นการสร้างความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะเจตนาที่คุกคามไม่ให้ชาติอาหรับร่วมมือกับสหรัฐนั้นเป็นไปไม่ได้ ในใจชาติอาหรับอาจไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับคู่ขัดแย้ง
ในอดีตอาจพอทำได้เพราะการโจมตีแบบสั่งสอนของอเมริกาและยิวอาจพึ่งพาแค่ฐานทัพลอยน้ำและเมืองบางเมือง แต่หากต้องการโค่นล้มระบอบก็ต้องมีการตีโอบจากเหนือลงใต้ ใช้ทุกสรรพกำลัง รวมทั้งปฏิบัติการภาคพื้นดิน
ฐานทัพสหรัฐในประเทศตะวันออกกลางมีโอกาสถูกใช้ เพื่อนบ้านอาหรับย่อมหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องไม่ได้ เมื่อโดนเล่นงานเช่นนี้เพื่อนบ้านสุหนี่เองที่ระแวงอิหร่านชีอะห์อยู่แล้วจึงน่าจะตัดสินใจได้ว่าไม่ควรอยู่ร่วมกันอีกต่อไป
ที่ผ่านมาห้าสิบหกปีอเมริกาไม่เปลี่ยนแปลงอิหร่านนั้นไม่ใช่เพราะการขาดขีดความสามารถ แต่เป็นยุทธศาสตร์ของทุกรัฐบาลวอชิงตันที่ไม่ต้องการให้ประเทศอาหรับเข้มแข็งเกินไปจนตนเองควบคุมไม่ได้ การเข้มแข็งมากของอาหรับส่งผลเสียต่ออิสราเอลดังที่เคยปรากฏในศตวรรษที่ 20
ขณะเดียวกันการมีอยู่ของระบอบโคไมนีก็ทำให้ทั้งอิสราเอลและอาหรับต้องพึ่งพาสหรัฐ ด้วยนโยบายแบบนี้ไม่ต่างกับการคงเกาหลีเหนือไว้เพื่อให้ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต้องพึ่งพิงสหรัฐตลอดกาล แต่ความคิดเชิงจารีตแบบนี้เปลี่ยนไปหลังจากการขึ้นมามีอำนาจของ Donald Trump
ทรัมป์ได้ประโยชน์จากสงครามนี้ทั้งในแง่ของการปั่นหุ้นปั่นทองและชื่อเสียงส่วนตัว ทรัมป์ไม่เคยประสบความสำเร็จทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเป็นชิ้นเป็นอันเลย สันติภาพชิ้นใหญ่ๆ ไม่เคยบังเกิดขึ้น ล้มเหลวศึกยูเครน-รัสเซีย แต่หากเขาล้มศัตรูอันดับหนึ่งอย่างอิหร่านได้เขาจะได้รับความชื่นชมอย่างสูง
ความฉกาจฉกรรจ์ด้านข่าวกรองและยุทธการ ตลอดจนยุทโธปกรณ์ล้ำสมัยของกองทัพอเมริกัน สยบความลำพองของมหาอำนาจอื่นที่ตระหนักว่ากองทัพของตนยังห่างไกลจากสหรัฐอีกหลายก้าว ไต้หวันกับยุโรปปลอดภัยไปอีกระยะหนึ่งนานขึ้น
แล้วอิหร่านเล่าจะเป็นอย่างไร การตัดขาดด้านการสื่อสารนั้นกระทบต่อทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน แม้ไม่อาจบอกได้ชัดเจนว่าเวลาไหนที่เสียงปืนจากฝ่ายรัฐจะเงียบทุกจุด หรือเวลาไหนที่ประชาชนจะเปลี่ยนระบอบการปกครองได้ แต่วันเวลานั้นน่าจะมาถึงไม่นาน
ฉากทัศน์ที่ไม่น่าจะได้เห็นคือ การเถลิงราชย์ของราชวงศ์ Pahlavi หรือแม้แต่การขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของเจ้าชาย Reza Pahlavi เพราะราษฎรไม่น่าที่จะอินกับระบอบเก่าที่ล้มไปเมื่อกึ่งศตวรรษก่อนและไม่มีผู้ติดตามเหลืออยู่ในแผ่นดินแม่
ระบอบสาธารณรัฐเป็นโครงที่ปรากฏอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าฝ่ายใดจะขึ้นมาปกครองประเทศเท่านั้นเอง ที่ผ่านมาไม่ปรากฏหน่วยใต้ดินต่อต้านรัฐบาลอย่างเป็นทางการในแผ่นดินใหญ่อิหร่านเลย (แม้เราจะทราบดีว่าหากปราศข่าวกรองจากคนเหล่านี้ซึ่งก็ต้องมีจำนวนมากด้วย พันธมิตรอเมริกัน-ยิวจะไม่สามารถปลิดชีพชนชั้นนำของอิหร่านได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้)
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่นักการเมืองหัวปานกลางที่ยอมรับได้กับการดีลกับอเมริกาจะขึ้นสู่อำนาจ นั่นก็หมายความว่าจะต้องตกลงกับคนที่เหลืออยู่ในสภาของอิหร่านได้และประชาชนบนถนนยอมรับได้ เปอร์เซียหลังสงครามจะอ่อนกำลังลง กลายเป็นอย่างที่อียิปต์ ไม่ใช่วุ่นวายเหมือนลิเบียหรือซีเรีย





