ในอดีต ความหลากหลายทางชีวภาพมักมองกันว่าเป็นเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นภารกิจของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมหรือกลุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติ มากกว่าจะเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ
ความสำคัญและงบประมาณด้านการดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจึงมักจะมีน้อย เพราะรู้สึกว่าไม่เกี่ยวอะไรกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ทุกวันนี้ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจ ความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงเชื่อมโยงกันอย่างมาก เมื่อมองอย่างเป็นระบบแล้ว ความหลากหลายทางชีวภาพนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในแทบทุกสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย
ตั้งแต่นโยบายด้านอาหารที่ต้องการจะเป็นครัวของโลก การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไปจนถึงเศรษฐกิจดิจิทัลและการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center) เพื่อรองรับดิจิทัลและเอไอ
ผู้นำหลายคนอาจตื่นเต้นกับปัญญาประดิษฐ์จนวางยุทธศาสตร์ “AI First” ให้กับองค์กร แต่ในระดับประเทศชาติ “Biodiversity First” ควรจะเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะการนำความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระแสหลักของทุกนโยบาย จะช่วยยกระดับคุณภาพของการพัฒนาให้มีเสถียรภาพในระยะยาว
รายงานของ World Economic Forum ชี้ว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจโลกกว่า 44 ล้านล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 50% ของ GDP โลก พึ่งพาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพสูง ตั้งแต่การผลิตอาหาร ยา ไปจนถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ หากระบบนิเวศเสื่อมโทรม ความเสี่ยงจะไม่เกิดเฉพาะกับสิ่งแวดล้อม แต่จะสะเทือนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจโดยตรง
นโยบายด้านอาหาร เช่น ครัวของโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะระบบอาหารไม่ได้เริ่มต้นที่โรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรหรือการส่งออก แต่เริ่มจากความสมบูรณ์ของดิน น้ำ ความหลากหลายของพันธุ์พืช และแมลงผสมเกสร
การเกษตรเชิงเดี่ยวที่ลดความหลากหลายทางชีวภาพอาจเพิ่มผลผลิตในระยะสั้น แต่สร้างความเปราะบางในระยะยาว เพราะทำให้ระบบอาหารพึ่งพาพืชไม่กี่สายพันธุ์และต้องใช้สารเคมีมากขึ้น
ข้อมูลระดับโลกประเมินว่ามูลค่าผลผลิตทางการเกษตรกว่า 577,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นอยู่กับการผสมเกสรจากธรรมชาติ ซึ่งกำลังลดลงอย่างรวดเร็วในหลายภูมิภาค หากฐานระบบนิเวศอ่อนแอ ความสามารถของไทยในการเป็นครัวของโลกย่อมสั่นคลอนตามไปด้วย
หากนโยบายอาหารเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การส่งเสริมเกษตรฟื้นฟู การรักษาพันธุ์พืชพื้นถิ่น หรือการจัดการภูมิทัศน์เกษตรแบบหลากหลาย
ประเทศจะสามารถสร้างความได้เปรียบใหม่ในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความปลอดภัยทางอาหารมากขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพจะกลายเป็น “ตราประทับคุณภาพ” ของระบบอาหาร มากกว่าจะเป็นข้อจำกัดต่อการผลิต
ในภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหรือ wellness tourism ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงบริการทางการแพทย์หรือสปา แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งแวดล้อมโดยตรง
นักท่องเที่ยวที่แสวงหาการฟื้นฟูสุขภาพต้องการอากาศสะอาด ปราศจาก PM 2.5 ธรรมชาติที่สมบูรณ์ อาหารที่ปลอดภัย และภูมิทัศน์ที่ยังมีชีวิต แนวปะการัง ป่าเขตร้อน สมุนไพรพื้นถิ่น และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ล้วนเป็นองค์ประกอบของเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมโทรม ต้นทุนทางการท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นทันที
แม้แต่อุตสาหกรรมที่ดูห่างไกลจากธรรมชาติอย่าง “ศูนย์ข้อมูล (Data center)” และเศรษฐกิจดิจิทัล ก็ยังพึ่งพาระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลงทุน Data center ต้องการพลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก ทรัพยากรน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น และเสถียรภาพของโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว
ความมั่นคงของทรัพยากรน้ำขึ้นอยู่กับป่าต้นน้ำและระบบนิเวศ การลดความเสี่ยงน้ำท่วมหรือภัยแล้งขึ้นอยู่กับพื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิทัศน์ธรรมชาติ หากระบบนิเวศเสื่อมโทรม ความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นทันที
ข้อมูลรายงานระดับโลกยังชี้ว่าโลกกำลังเผชิญการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่ 6 โดยมีสิ่งมีชีวิตกว่าหนึ่งล้านสายพันธุ์เสี่ยงสูญพันธุ์ และประชากรสัตว์ป่าลดลงเฉลี่ยเกือบ 70% นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 สถานการณ์นี้สะท้อนว่าความหลากหลายทางชีวภาพของโลกกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจยังคงเติบโตบนสมมติฐานว่าธรรมชาติเป็นทรัพยากรที่ไม่สิ้นสุด
การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปในทุกการตัดสินใจสำคัญของประเทศจึงมีความสำคัญอย่างมาก ไม่ว่าจะดำเนินการผ่านเครื่องมืออย่างการบัญชีทุนธรรมชาติ การออกแบบเกษตรกรรมที่ฟื้นฟูระบบนิเวศ การพัฒนาเมืองสีเขียว การวางโครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานร่วมกับธรรมชาติแทนการแทนที่ธรรมชาติ
รวมถึงการยกระดับความสำคัญของประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร งานวิจัย และฐานข้อมูลต่างๆ
ในขณะที่ หลายองค์กรกำลังชูเรื่อง “AI First” เพื่อนำปัญญาประดิษฐ์ที่ก้าวหน้ามาใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะเหมาะกับธุรกิจ ผมกลับมองว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญยิ่งคือ “Biodiversity First”
เพราะการเป็นครัวของโลกจะยั่งยืนได้เมื่อดินและระบบนิเวศยังมีชีวิต การท่องเที่ยวจะเติบโตได้เมื่อธรรมชาติยังคงสมบูรณ์ และเศรษฐกิจดิจิทัลจะมั่นคงได้เมื่อทรัพยากรธรรมชาติยังมีเสถียรภาพสามารถหล่อเลี้ยงระบบชีวิต ระบบนิเวศจึงกำลังทำงานเบื้องหลังระบบเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกโดยไม่หวังผลตอบแทน





