ผ่านไปแล้วกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ปี 2569 หลายคนอาจจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์แปลกอย่างหนึ่ง คือไม่ว่าจะเป็นพรรคฝั่งไหน นโยบายที่เคยสุดโต่งมักจะค่อย ๆ เขยิบเข้าหากัน จนบางทีเราแยกแทบไม่ออกว่าใครเป็นใคร
ยกเว้นบางเรื่องที่แต่ละพรรคมีจุดเน้นของตนเอง ทั้งนี้ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีคำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์การเมืองสมัยใหม่
ทฤษฎี Median Voter Theorem (MVT) คืออะไร?
ทฤษฎีผู้เลือกตั้งมัธยฐาน หรือ Median Voter Theorem (MVT) มีต้นกำเนิดมาจากแนวคิดของ Harold Hotelling นักเศรษฐศาสตร์ที่ตีพิมพ์บทความเรื่อง Stability in Competition ในปี 1929 ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดร้านค้าสองร้านที่ขายสินค้าชนิดเดียวกันมักจะตั้งอยู่ใกล้กัน
ต่อมา Anthony Downs ได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่การเมืองในหนังสือ An Economic Theory of Democracy (1957) จนกลายเป็นแบบจำลองที่เรียกว่า Hotelling-Downs Model
หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้คือ ในการแข่งขันแบบสองขั้ว ผู้สมัครที่ต้องการชนะเลือกตั้ง จะต้องวางตำแหน่งนโยบายให้ใกล้เคียงกับจุดที่ผู้เลือกตั้ง “ค่ากลาง” ต้องการมากที่สุด เพราะผู้เลือกตั้งจะเลือกผู้สมัครที่มีจุดยืนใกล้เคียงกับตนเองมากที่สุด การวิ่งไปหาฐานเสียงสุดโต่งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จะทำให้เสียคะแนนจากคนตรงกลางซึ่งมักจะมีจำนวนมากกว่า
ลองนึกภาพถนนเส้นหนึ่งที่มีผู้เลือกตั้ง 100 คนยืนเรียงแถวจากซ้ายสุด (เปลี่ยนแปลงสุดขั้ว) ไปขวาสุด (อนุรักษ์สุดขั้ว) หากพรรค A ยืนอยู่ตรงตำแหน่งที่ 50 (กลาง) พรรค B จะไม่มีทางชนะได้ด้วยการยืนตรงตำแหน่งที่ 80 เพราะพรรค A จะได้คะแนนจากคนตำแหน่งที่ 1-65 (ทุกคนที่อยู่ใกล้พรรค A มากกว่า)
ดังนั้น ทั้งสองพรรคจะค่อย ๆ เขยิบเข้าหาตรงกลางเพื่อชิงคะแนนกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Hotelling เรียกว่า “Principle of Minimum Differentiation” หรือหลักการที่ผู้แข่งขันจะมีความแตกต่างกันน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้มีเงื่อนไขสำคัญ ที่ต้องตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายประการ เช่น ความต้องการของผู้เลือกตั้งที่ต้องมีจุดที่พึงพอใจสูงสุดเพียงจุดเดียว ประเด็นนโยบายเป็นมิติเดียว และมีผู้สมัครเพียงสองราย ในยุคที่สังคมเกิดการแตกแยกทางความคิดที่รุนแรง ผู้เลือกตั้งอาจกระจายตัวเป็นสองกลุ่มใหญ่ ทำให้ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าหาตรงกลางเสมอไป
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทฤษฎีนี้ยังมีความสามารถอธิบายการเมืองไทยได้ระดับหนึ่ง (ยกเว้นบางช่วง เช่น พ.ศ. 2550-2562 ที่ดูไม่สอดคล้องนัก)
การเมืองไทย: จาก พ.ศ. 2540 ถึง 2566
ยุค พ.ศ. 2540-2550 พรรคไทยรักไทยเป็นต้นแบบของการคว้าใจ “คนตรงกลาง” ด้วยนโยบายที่จับต้องได้จริง เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และพักชำระหนี้เกษตรกร ซึ่งล้วนเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำ ทำให้ขั้วตรงข้ามต้องพยายามปรับตัวตาม
ยุคความขัดแย้ง (พ.ศ. 2550-2562) ช่วงนี้ทฤษฎี MVT ทำนายได้ไม่แม่นนัก เพราะสังคมไทยเกิดการแบ่งขั้ว(polarization) อย่างรุนแรง ผู้เลือกตั้งไม่ได้กระจายตัวที่มีจุดพึงพอใจที่สุด (การรวมกลุ่ม) ที่จุดเดียว อีกต่อไป แต่แตกกระจายเป็นสองฝั่งชัดเจน
การเมืองจึงเปลี่ยนจากการแย่งคนตรงกลาง เป็นการ “ปลุกระดมฐานเสียงฝั่งตนเอง” ให้ออกมาใช้สิทธิ์ให้มากที่สุดสอดคล้องกับแนวคิดว่าเมื่อสังคมแตกแยกรุนแรง ผู้สมัครมีแรงจูงใจที่จะเบี่ยงออกจากตรงกลางมากกว่า
การเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ผลอย่างเป็นทางการ พรรคก้าวไกลได้ 151 ที่นั่ง (คะแนนบัญชีรายชื่อ 14.4 ล้านเสียง) พรรคเพื่อไทย 141 ที่นั่ง (10.9 ล้านเสียง) พรรคภูมิใจไทย 71 ที่นั่ง ในครั้งนั้น พรรคก้าวไกลขยับเพดานความต้องการของคนรุ่นใหม่ขึ้นมาจนกลายเป็น “ค่ากลางใหม่”
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยพยายามชูความเป็น “มืออาชีพที่ประนีประนอม” เพื่อดึงกลุ่มคนตรงกลางที่อยากเปลี่ยนแต่กลัวความเสี่ยง
เลือกตั้ง 2569 การบรรจบกันของนโยบายที่ชัดเจนที่สุด
เมื่อวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจของ 3 พรรคใหญ่ จากข้อมูลที่ทีดีอาร์ไอและนักวิชาการจากหลายสถาบันวิเคราะห์ไว้ เราจะเห็นภาพ “การบรรจบกัน” ที่ชัดเจน
พรรคภูมิใจไทย ชูแนวคิด “Thailand Plus” ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ครอบคลุมนโยบาย “เศรษฐกิจ 10 Plus” ที่เน้นการต่อยอดนโยบายเดิมที่ดำเนินการมาแล้ว เช่น คนละครึ่งพลัส การอุดหนุนราคาพลังงาน และเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ
ควบคู่กับเป้าหมายเพิ่มการลงทุนภาครัฐเป็นร้อยละ 30 ของ GDP ภายใน 4 ปี ดึง FDI และส่งเสริม SME จุดเน้นอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการกระจายรายได้กับการเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ
พรรคเพื่อไทย มาในแนวคิด “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” เน้นนโยบายการคลังเชิงรุก (expansionary fiscal policy) ผ่านมาตรการพักหนี้ ล้างหนี้ อุดหนุนค่าครองชีพ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และหวยเกษียณ เป้าหมายหลักคือ ฟื้นกำลังซื้อและลดความเปราะบางของครัวเรือนในระยะสั้น โดยให้รัฐเป็นตัวนำการลงทุนเพื่อกระตุ้นดีมานด์ของประชาชน
พรรคประชาชน นำเสนอโมเดลเศรษฐกิจใหม่ 53 นโยบายครอบคลุม 7 ด้าน เน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านภาษี งบประมาณ และตลาดแรงงาน ชู “เศรษฐกิจที่เป็นธรรม” และสวัสดิการถ้วนหน้า ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล การพลิกโฉม SME และเพิ่มทักษะคนไทย จุดเน้นอยู่ที่การเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
แม้ทั้งสามพรรคจะมีจุดเน้นที่ต่างกัน แต่พื้นที่ร่วมของนโยบายกลับกว้างอย่างน่าสนใจ ทุกพรรคต่างพูดเรื่องสวัสดิการ การลดค่าครองชีพ การส่งเสริม SME และการยกระดับเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง นี่คือ “พื้นที่ค่ากลาง” ที่ทุกพรรคต่างวิ่งเข้าหา สอดคล้องกับ MVT
จากทฤษฎีสู่ความเป็นจริง
การเข้าใจเรื่อง Median Voter ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ ไม่ว่าเราจะชอบพรรคหรือฝ่ายไหน ประการแรก สำหรับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องเข้าใจว่าการชนะใจคนทั้งประเทศต้องอาศัยการสื่อสารที่ดึงคนตรงกลางมาเห็นด้วย ไม่ใช่การพูดแต่กับฐานเสียงของตนเอง ประการที่สอง สำหรับฝ่ายอนุรักษ์ ต้องยอมรับว่า “ค่ากลาง” ของสังคมเคลื่อนที่ตามกาลเวลา
สิ่งที่เคยเป็นเรื่องปกติเมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันนี้อาจกลายเป็นเรื่องล้าหลัง และประการที่สาม การเมืองแบบประชาธิปไตย ในท้ายที่สุดแล้วคือ ศิลปะของการหาจุดร่วมที่คนส่วนใหญ่รับได้ ไม่ใช่เรื่องของชี้ว่าความคิดของใครผิดหรือถูก
แม้ MVT จะไม่สมบูรณ์แบบในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อสังคมเกิดความแตกแยก หรือมีมากกว่าสองพรรคใหญ่ แต่ทฤษฎีนี้ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการอธิบายแนวโน้มระยะยาวของการแข่งขันทางนโยบาย ดังที่ Downs เขียนไว้กว่า 60 ปีที่แล้ว และเป็นสิ่งที่เราเห็นชัดเจนในการเลือกตั้งไทยปี 2569 ที่ผ่านมา





