ไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ของสิงคโปร์แถลงงบประมาณปี 2026 ต่อรัฐสภา สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นจุดยืนที่ชัดเจนว่า AI คือ “ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์” ของชาติ ไม่ใช่แค่กระแสเทคโนโลยีที่ต้องตามเล่น ประโยคหนึ่งของเขาที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ดีคือ “ความกลัวไม่ใช่คำตอบของสิงคโปร์ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่หลีกเลี่ยง”
จุดยืนนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA อธิบายไว้ในเวทีดาวอส 2026 ว่า AI กำลังสร้าง “โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” ซึ่งจะแบ่งโลกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มที่สร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตัวเองได้ โดยจะเก็บเกี่ยวผลตอบแทนแบบทบต้น กับกลุ่มที่ทำได้แค่บริโภค AI จากต่างชาติ ซึ่งจะกลายเป็นผู้จ่ายค่าเช่าใช้โมเดลหรือแอป AI ไปเรื่อยๆ เหมือนประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน
Huang ย้ำในหลายเวทีว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ทุกประเทศมีไฟฟ้า มีถนน และควรจะต้องมี AI เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้วย แนวคิดเรื่อง “อธิปไตยด้าน AI” (AI Sovereign) ที่ประเทศต้องเป็นเจ้าของข้อมูลและโครงสร้างการประมวลผลของตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องของความภาคภูมิใจในชาติอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ
สิงคโปร์เข้าใจเรื่องนี้ดี และที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้พยายามสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่แข่งกับสหรัฐหรือจีน แต่เลือกเล่นในจุดที่ตัวเองได้เปรียบ คือการนำ AI ไปใช้จริงให้เร็ว มีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือ โดยเลือกเล่นในอุตสาหกรรมที่ตัวเองถนัด และพยายามผลักดันให้เป็นศูนย์กลาง AI ในการดึงดูดต่างชาติให้มาลงทุนและทำงานในสิงคโปร์ ปัจจุบันมีบริษัทเทคโนโลยีกว่า 60 แห่ง อย่าง Google และ Microsoft ที่ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ในสิงคโปร์แล้ว นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์นี้ได้ผล
โครงสร้างนโยบายที่สิงคโปร์วางไว้นั้นครบวงจรอย่างน่าทึ่ง เริ่มจากระดับสูงสุดคือสภา AI แห่งชาติ (National AI Council) ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ส่งสัญญาณชัดเจนว่านี่คือวาระแห่งชาติ จากนั้นกำหนดพันธกิจด้าน AI ใน 4 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ตรงกับจุดแข็งของสิงคโปร์ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง โลจิสติกส์ การเงิน และสาธารณสุข แต่ละภารกิจมีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ ไม่ใช่แค่ประกาศวิสัยทัศน์แล้วปล่อยให้หน่วยงานไปทำเอง
นโยบายหนึ่งที่สำคัญคือการไม่ทิ้งธุรกิจ SME ไว้ข้างหลัง สิงคโปร์ขยายโครงการส่งเสริมนวัตกรรมภาคธุรกิจให้ค่าใช้จ่ายด้าน AI หักลดหย่อนภาษีได้ถึง 400% โดยมีเพดานที่ 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี พร้อมขยายเงินอุดหนุนด้านผลิตภาพให้ครอบคลุมโซลูชัน AI มากขึ้น และมีการประกาศโครงการ “Champions of AI Program” เพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีความพร้อมในการทำ AI Transformation แบบครบวงจร นายกรัฐมนตรี Wong ยังยกตัวอย่างร้าน Harry's ร้านน้ำเต้าหู้เก่าแก่ ที่ทายาทรุ่นที่ 3 ใช้ระบบ AI จัดการร้านอาหารได้ผลจริง เป็นการบอกว่า AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ร้านน้ำเต้าหู้ก็ใช้ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดในสุนทรพจน์คือ เรื่องความเสี่ยงในอาชีพของคนทำงานในสิงคโปร์เขาได้ยกตัวอย่างจากสาขาบัญชีและกฎหมายเป็นนำร่อง เพราะเป็นงานออฟฟิศที่ AI กระทบเร็วที่สุด แนวคิดคือให้ AI ทำงานซ้ำซากแทนคน เพื่อให้คนไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจ นักบัญชีให้เน้นงานที่ปรึกษาแทนการคีย์ข้อมูล
เขาพยายามผลักดันให้เกิด “สังคมที่คนใช้ AI เป็น” (AI fluency society) โดยมีการปรับปรุงแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะแห่งชาติ (SkillsFuture) ให้หาคอร์ส AI ที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือคนที่เรียนคอร์ส AI ที่กำหนดจะได้ใช้เครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือน เป็นแรงจูงใจเชิงปฏิบัติที่ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลสูงมาก เพราะการเรียนรู้ AI ที่แท้จริงต้องลงมือใช้ ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎี
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย คำถามคือเราอยู่ตรงไหนในสมการนี้ ถ้าใช้กรอบคิดของ Huang ที่มองเศรษฐกิจ AI เป็น 3 ชั้น ชั้นบนคือผู้ที่มีฐานลูกค้าและกระบวนการทำงาน ชั้นกลางคือผู้ที่นำโมเดลไปใช้งานและกำกับดูแล ชั้นล่างคือชิป พลังงาน และศูนย์ข้อมูล ประเทศไทยยังอยู่ในฐานะผู้บริโภคเป็นหลัก เราใช้โมเดลจากต่างชาติ ใช้ระบบคลาวด์จากต่างชาติ และแพลตฟอร์มจากต่างชาติ นั่นหมายความว่าเรากำลัง “นำเข้าปัญญา” แทนที่จะสร้างขีดความสามารถของตัวเอง
สิ่งที่ไทยขาดมากที่สุดไม่ใช่ความรู้หรืองบประมาณ แต่คือความเชื่อมโยงเชิงนโยบาย ไทยมีคณะกรรมการหลายชุดแต่มักขาดอำนาจในการประสานหน่วยงานให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่สิงคโปร์ทำคือให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภา AI แห่งชาติ ซึ่งสะท้อนว่าต้องมีเจตจำนงทางการเมืองระดับสูงสุดจริงๆ ไม่ใช่แค่ตั้งคณะกรรมการแล้วปล่อยให้ประชุมปีละไม่กี่ครั้ง
ในเชิงปฏิบัติ มีหลายเรื่องที่ไทยสามารถเริ่มได้ทันที เรื่องแรกคือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ AI ที่ตรงจุดและเข้าถึงง่ายเหมือนแบบหักลดหย่อน 400% ของสิงคโปร์ ไทยมีหน่วยงานส่งเสริมอยู่แล้วแต่ยังไม่มีกลไกที่เจาะจงสำหรับธุรกิจ SME ที่ลงทุนด้าน AI
เรื่องที่สองคือการอุดหนุนเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมผ่านดีป้า (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้นทุนไม่สูงแต่จะช่วยให้คนที่เรียน AI ได้ลงมือปฏิบัติจริง เรื่องที่สามคือการจัดเส้นทางการเรียนรู้ให้ชัดตามอาชีพและระดับความสามารถ แทนที่จะมีคอร์สกระจัดกระจายไร้ทิศทาง
ส่วนในระยะกลาง ไทยต้องเลือกพันธกิจด้าน AI ระดับชาติที่ตรงกับจุดแข็งของตัวเอง สิงคโปร์เลือก 4 สาขาที่ตรงกับจุดแข็งของตัวเอง สำหรับไทยอาจเป็นเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวและบริการ สุขภาพและการแพทย์ และภาคการผลิต แล้วคัดเลือกบริษัทต้นแบบที่พร้อมเปลี่ยนผ่านด้วย AI แบบครบวงจรให้เป็นตัวอย่างดึงอุตสาหกรรมตาม เหมือนที่สิงคโปร์มี DBS และ Grab เป็นต้นแบบ
ในเวทีดาวอส 2026 ที่ผ่านมา Huang พูดไว้ตอนหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสัจธรรมของยุคนี้ คือ AI กำลังเปลี่ยนว่าใครจะเป็นผู้ชนะและทำไมประเทศที่เข้าใจกลไกนี้และลงมือทำอย่างเป็นระบบจะก้าวนำ ส่วนประเทศที่ยังคงมองว่า AI เป็นแค่เทคโนโลยีหนึ่งในหลายๆ เทคโนโลยีจะค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ทันรู้ตัว
นโยบาย AI ของสิงคโปร์ในงบประมาณ 2026 ไม่ได้เป็นแค่นโยบายเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระดับชาติที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างกำกับดูแล การสนับสนุนธุรกิจทุกขนาด ไปจนถึงการดูแลแรงงาน จุดแข็งคือความเป็นระบบ ความชัดเจน และความมุ่งมั่นทางการเมืองระดับสูงสุด สำหรับไทย สิ่งที่ขาดมากที่สุดไม่ใช่ความรู้หรืองบประมาณ แต่คือความเชื่อมโยงเชิงนโยบายและความเร็วในการลงมือทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สิงคโปร์แสดงให้เห็นได้ชัดเจนในนโยบายชุดนี้
ในเวลานี้ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งถือเป็นจังหวะที่สำคัญยิ่ง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเก็บเกี่ยวบทเรียนจากนโยบายของสิงคโปร์และนำมาปรับใช้โดยเร็ว เพราะหากเราล่าช้า เราอาจตกขบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และเราคงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่สั่งสมมาได้ หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างประเทศด้วยการทำ AI Transformation อย่างจริงจัง





