วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

จากงบประมาณสิงคโปร์ 2026  ถึงการบ้านด้าน AI รัฐบาลใหม่ไทย

จากงบประมาณสิงคโปร์ 2026  ถึงการบ้านด้าน AI รัฐบาลใหม่ไทย

ไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ของสิงคโปร์แถลงงบประมาณปี 2026 ต่อรัฐสภา สิ่งที่โดดเด่นที่สุดไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณ แต่เป็นจุดยืนที่ชัดเจนว่า AI คือ “ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์” ของชาติ ไม่ใช่แค่กระแสเทคโนโลยีที่ต้องตามเล่น ประโยคหนึ่งของเขาที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ดีคือ “ความกลัวไม่ใช่คำตอบของสิงคโปร์ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่หลีกเลี่ยง”

จุดยืนนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะมันสะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA อธิบายไว้ในเวทีดาวอส 2026 ว่า AI กำลังสร้าง “โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ” ซึ่งจะแบ่งโลกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มที่สร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตัวเองได้ โดยจะเก็บเกี่ยวผลตอบแทนแบบทบต้น กับกลุ่มที่ทำได้แค่บริโภค AI จากต่างชาติ ซึ่งจะกลายเป็นผู้จ่ายค่าเช่าใช้โมเดลหรือแอป AI ไปเรื่อยๆ เหมือนประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน

Huang ย้ำในหลายเวทีว่า AI คือโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ทุกประเทศมีไฟฟ้า มีถนน และควรจะต้องมี AI เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้วย แนวคิดเรื่อง “อธิปไตยด้าน AI” (AI Sovereign) ที่ประเทศต้องเป็นเจ้าของข้อมูลและโครงสร้างการประมวลผลของตัวเองนั้น ไม่ใช่เรื่องของความภาคภูมิใจในชาติอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ

สิงคโปร์เข้าใจเรื่องนี้ดี และที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้พยายามสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่แข่งกับสหรัฐหรือจีน แต่เลือกเล่นในจุดที่ตัวเองได้เปรียบ คือการนำ AI ไปใช้จริงให้เร็ว มีประสิทธิภาพ และน่าเชื่อถือ โดยเลือกเล่นในอุตสาหกรรมที่ตัวเองถนัด และพยายามผลักดันให้เป็นศูนย์กลาง AI ในการดึงดูดต่างชาติให้มาลงทุนและทำงานในสิงคโปร์ ปัจจุบันมีบริษัทเทคโนโลยีกว่า 60 แห่ง อย่าง Google และ Microsoft ที่ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI ในสิงคโปร์แล้ว นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ายุทธศาสตร์นี้ได้ผล

โครงสร้างนโยบายที่สิงคโปร์วางไว้นั้นครบวงจรอย่างน่าทึ่ง เริ่มจากระดับสูงสุดคือสภา AI แห่งชาติ (National AI Council) ที่นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธาน ส่งสัญญาณชัดเจนว่านี่คือวาระแห่งชาติ จากนั้นกำหนดพันธกิจด้าน AI ใน 4 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่ตรงกับจุดแข็งของสิงคโปร์ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง โลจิสติกส์ การเงิน และสาธารณสุข แต่ละภารกิจมีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ ไม่ใช่แค่ประกาศวิสัยทัศน์แล้วปล่อยให้หน่วยงานไปทำเอง

นโยบายหนึ่งที่สำคัญคือการไม่ทิ้งธุรกิจ SME ไว้ข้างหลัง สิงคโปร์ขยายโครงการส่งเสริมนวัตกรรมภาคธุรกิจให้ค่าใช้จ่ายด้าน AI หักลดหย่อนภาษีได้ถึง 400% โดยมีเพดานที่ 50,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี พร้อมขยายเงินอุดหนุนด้านผลิตภาพให้ครอบคลุมโซลูชัน AI มากขึ้น และมีการประกาศโครงการ “Champions of AI Program” เพื่อสนับสนุนบริษัทที่มีความพร้อมในการทำ AI Transformation แบบครบวงจร นายกรัฐมนตรี Wong ยังยกตัวอย่างร้าน Harry's ร้านน้ำเต้าหู้เก่าแก่ ที่ทายาทรุ่นที่ 3 ใช้ระบบ AI จัดการร้านอาหารได้ผลจริง เป็นการบอกว่า AI ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น ร้านน้ำเต้าหู้ก็ใช้ได้

แต่สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดในสุนทรพจน์คือ เรื่องความเสี่ยงในอาชีพของคนทำงานในสิงคโปร์เขาได้ยกตัวอย่างจากสาขาบัญชีและกฎหมายเป็นนำร่อง เพราะเป็นงานออฟฟิศที่ AI กระทบเร็วที่สุด แนวคิดคือให้ AI ทำงานซ้ำซากแทนคน เพื่อให้คนไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจ นักบัญชีให้เน้นงานที่ปรึกษาแทนการคีย์ข้อมูล

เขาพยายามผลักดันให้เกิด “สังคมที่คนใช้ AI เป็น” (AI fluency society) โดยมีการปรับปรุงแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะแห่งชาติ (SkillsFuture) ให้หาคอร์ส AI ที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือคนที่เรียนคอร์ส AI ที่กำหนดจะได้ใช้เครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมฟรี 6 เดือน เป็นแรงจูงใจเชิงปฏิบัติที่ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลสูงมาก เพราะการเรียนรู้ AI ที่แท้จริงต้องลงมือใช้ ไม่ใช่แค่เรียนทฤษฎี

เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย คำถามคือเราอยู่ตรงไหนในสมการนี้ ถ้าใช้กรอบคิดของ Huang ที่มองเศรษฐกิจ AI เป็น 3 ชั้น ชั้นบนคือผู้ที่มีฐานลูกค้าและกระบวนการทำงาน ชั้นกลางคือผู้ที่นำโมเดลไปใช้งานและกำกับดูแล ชั้นล่างคือชิป พลังงาน และศูนย์ข้อมูล ประเทศไทยยังอยู่ในฐานะผู้บริโภคเป็นหลัก เราใช้โมเดลจากต่างชาติ ใช้ระบบคลาวด์จากต่างชาติ และแพลตฟอร์มจากต่างชาติ นั่นหมายความว่าเรากำลัง “นำเข้าปัญญา” แทนที่จะสร้างขีดความสามารถของตัวเอง

สิ่งที่ไทยขาดมากที่สุดไม่ใช่ความรู้หรืองบประมาณ แต่คือความเชื่อมโยงเชิงนโยบาย ไทยมีคณะกรรมการหลายชุดแต่มักขาดอำนาจในการประสานหน่วยงานให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน สิ่งที่สิงคโปร์ทำคือให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภา AI แห่งชาติ ซึ่งสะท้อนว่าต้องมีเจตจำนงทางการเมืองระดับสูงสุดจริงๆ ไม่ใช่แค่ตั้งคณะกรรมการแล้วปล่อยให้ประชุมปีละไม่กี่ครั้ง

ในเชิงปฏิบัติ มีหลายเรื่องที่ไทยสามารถเริ่มได้ทันที เรื่องแรกคือสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ AI ที่ตรงจุดและเข้าถึงง่ายเหมือนแบบหักลดหย่อน 400% ของสิงคโปร์ ไทยมีหน่วยงานส่งเสริมอยู่แล้วแต่ยังไม่มีกลไกที่เจาะจงสำหรับธุรกิจ SME ที่ลงทุนด้าน AI

เรื่องที่สองคือการอุดหนุนเครื่องมือ AI ระดับพรีเมียมผ่านดีป้า (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) หรือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้นทุนไม่สูงแต่จะช่วยให้คนที่เรียน AI ได้ลงมือปฏิบัติจริง เรื่องที่สามคือการจัดเส้นทางการเรียนรู้ให้ชัดตามอาชีพและระดับความสามารถ แทนที่จะมีคอร์สกระจัดกระจายไร้ทิศทาง

ส่วนในระยะกลาง ไทยต้องเลือกพันธกิจด้าน AI ระดับชาติที่ตรงกับจุดแข็งของตัวเอง สิงคโปร์เลือก 4 สาขาที่ตรงกับจุดแข็งของตัวเอง สำหรับไทยอาจเป็นเกษตรและอาหาร การท่องเที่ยวและบริการ สุขภาพและการแพทย์ และภาคการผลิต แล้วคัดเลือกบริษัทต้นแบบที่พร้อมเปลี่ยนผ่านด้วย AI แบบครบวงจรให้เป็นตัวอย่างดึงอุตสาหกรรมตาม เหมือนที่สิงคโปร์มี DBS และ Grab เป็นต้นแบบ

ในเวทีดาวอส 2026 ที่ผ่านมา Huang พูดไว้ตอนหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นสัจธรรมของยุคนี้ คือ AI กำลังเปลี่ยนว่าใครจะเป็นผู้ชนะและทำไมประเทศที่เข้าใจกลไกนี้และลงมือทำอย่างเป็นระบบจะก้าวนำ ส่วนประเทศที่ยังคงมองว่า AI เป็นแค่เทคโนโลยีหนึ่งในหลายๆ เทคโนโลยีจะค่อยๆ ถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่ทันรู้ตัว

นโยบาย AI ของสิงคโปร์ในงบประมาณ 2026 ไม่ได้เป็นแค่นโยบายเทคโนโลยี แต่เป็นยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านระดับชาติที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างกำกับดูแล การสนับสนุนธุรกิจทุกขนาด ไปจนถึงการดูแลแรงงาน จุดแข็งคือความเป็นระบบ ความชัดเจน และความมุ่งมั่นทางการเมืองระดับสูงสุด สำหรับไทย สิ่งที่ขาดมากที่สุดไม่ใช่ความรู้หรืองบประมาณ แต่คือความเชื่อมโยงเชิงนโยบายและความเร็วในการลงมือทำ ซึ่งเป็นสิ่งที่สิงคโปร์แสดงให้เห็นได้ชัดเจนในนโยบายชุดนี้

ในเวลานี้ประเทศไทยกำลังจะมีรัฐบาลใหม่ ซึ่งถือเป็นจังหวะที่สำคัญยิ่ง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเก็บเกี่ยวบทเรียนจากนโยบายของสิงคโปร์และนำมาปรับใช้โดยเร็ว เพราะหากเราล่าช้า เราอาจตกขบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของโลก และเราคงไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่สั่งสมมาได้ หากยังไม่เร่งปรับโครงสร้างประเทศด้วยการทำ AI Transformation อย่างจริงจัง