วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

นโยบายการเงิน ‘นำ’ ตลาดหรือตามหลัง

นโยบายการเงิน ‘นำ’ ตลาดหรือตามหลัง

สัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 เหนือการคาดการณ์ของตลาด ให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าปีที่แล้ว

ส่วนเงินเฟ้อจะเป็นขาลงถึงปีหน้าจากความอ่อนแอของกำลังซื้อในประเทศ ขณะที่สัญญาณจากผู้ทำนโยบายช่วงก่อนหน้า พิจารณาจากเศรษฐกิจไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ดีเกินคาด คือ เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวดีขึ้น 

ความแตกต่างนี้ทำให้เริ่มมีคำถามเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยปีนี้ แม้ระยะสั้นตลาดหุ้นจะปรับสูงขึ้น คือ ถ้าเศรษฐกิจปีนี้ชะลอต่อเนื่องตามข้อมูล กนง. การลดอัตราดอกเบี้ยก็จะเป็นการชี้นำตลาดให้เห็นถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจที่จะมีมากขึ้นในอนาคต แต่ถ้าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และอาจไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเพิ่มเติมด้วยการลดดอกเบี้ย การลดดอกเบี้ยของ กนง. ก็จะเป็นการตัดสินใจที่ตามหลังตลาด คือมองอดีตมากกว่าอนาคต นี่คือสิ่งที่นักวิเคราะห์มอง และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

เศรษฐกิจเรามีปัญหามาก ทั้งระยะสั้นคือเรื่องปากท้อง ที่คนส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ เพราะเศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อเนื่อง กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ไม่มีการลงทุน ส่วนการส่งออกและการท่องเที่ยวก็เจอปัญหาภาษี ความสามารถในการแข่งขัน และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ

ขณะที่ระยะยาว เศรษฐกิจมีปัญหาเรื่องโครงสร้าง ทั้งสังคมสูงวัย ผลิตภาพของแรงงานคือความสามารถในการผลิตของภาคแรงงาน คุณภาพระบบการศึกษา การไม่ปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประสิทธิภาพของระบบราชการ และธรรมาภิบาล สิ่งเหล่านี้กดทับความสามารถและศักยภาพของประเทศที่จะเติบโต เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขและเป็นเรื่องที่ทราบทั่วกัน

ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟได้ตอกยํ้าประเด็นนี้ในรายงานเศรษฐกิจไทย โดยไอเอ็มเอฟมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าปีที่แล้ว จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างและกระแสลมต้านที่จะรุนแรงขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายนอก คือเศรษฐกิจโลก ภาษีการค้า และปัจจัยภายใน คือความไม่แน่นอนของการเมือง

ในรายงาน ไอเอ็มเอฟเเนะนำผู้ทำนโยบายให้ 1.ปฏิรูปเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน 2.ผสมผสานนโยบายการเงินการคลังอย่างระมัดระวัง เพราะพื้นที่การทำนโยบายมีจำกัด คือหนี้สาธารณะสูงใกล้ชนเพดานและอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำโดยรักษาวินัยการคลัง คือ ใช้จ่ายโดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนและอยู่ในกรอบของการรักษาเสถียรภาพการคลังระยะยาว 

ส่วนนโยบายการเงิน ไอเอ็มเอฟมองว่าการผ่อนคลายเพิ่มเติมทำได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ (Data dependent) และเน้นให้ประสานนโยบายการเงินการคลังและรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง 3.ปรับโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือน เพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้เป็นข้อจำกัดต่อการทำนโยบาย คำแนะนำเหล่านี้เข้าใจว่ามีผลสรุปก่อนที่ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสี่จะออกมา

ตัวเลขจีดีพีไตรมาสสี่ที่ออกมาสูง คือขยายตัวร้อยละ 2.4 จึงเหนือการคาดการณ์ของทุกฝ่ายรวมถึงไอเอ็มเอฟ และตัวเลขชี้ว่า เศรษฐกิจไทยแม้มีข้อจำกัดด้านโครงสร้าง แต่พร้อมตอบสนองการทำนโยบายที่ตรงจุดเห็นได้จากการลงทุนภาคเอกชนที่กระเตื้องขึ้นในไตรมาสสี่ และการบริโภคเอกชนที่ขยายตัวดี ได้ประโยชน์จากนโยบายพลัสต่างๆ 

ด้วยเหตุนี้หุ้นไทยจึงปรับสูงขึ้นหลังวันเลือกตั้งเพราะนักลงทุนมองว่า ถ้ารัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ และนโยบายที่ตรงจุดภายใต้การรักษาวินัยการคลังสามารถไปต่อได้ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วก็มีสูง ขณะที่ผู้ทำนโยบายก็ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ออกจากห้องไอซียูแล้ว และจะขยายตัวดีขึ้นในปีนี้

ชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว แม้มีปัญหามาก แต่ทิศทางเศรษฐกิจปีนี้ ในความเห็นผม ยังไม่แน่นอนเพราะหลายปัจจัยยังไม่นิ่ง ปัจจัยภายนอกที่ยังไม่นิ่งคือ ภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีการค้า ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโลก ส่วนปัจจัยภายในคือความไม่แน่นอนของการเมืองที่ถึงวันนี้ยังไม่จัดตั้งรัฐบาล 

ในแง่นี้ การลดดอกเบี้ยของ กนง. อาจมองได้ว่าเป็นการพยายามที่จะทำให้นโยบายการเงินมีบทบาทช่วยเศรษฐกิจในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังมี คือให้มีบทบาทมากเท่าที่จะทำได้ในขอบเขตที่จะทำได้ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงคงช่วยเรื่องสภาพคล่องของธุรกิจเอสเอ็มอี และการปรับโครงสร้างหนี้ของภาคครัวเรือน

คําถามคือจากนี้ไป นักลงทุนจะจับตาเรื่องอะไร ผมคิดว่าคงมีสามเรื่อง หนึ่ง นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จะแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาเศรษฐกิจของประเทศดีแค่ไหน

สอง นโยบายจะอยู่ภายใต้กรอบการรักษาวินัยการคลังหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนความเสี่ยงที่จะมีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และสาม จะมีการปฏิรูปเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนความเป็นตัวตนของรัฐบาลในการทำหน้าที่ผู้นำประเทศ

สําหรับนโยบายการเงิน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก อัตราดอกเบี้ยแท้จริงใกล้ศูนย์หรือติดลบ หนี้ครัวเรือนสูง และสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้คือระมัดระวังมาก ทั้งหมดชี้ว่า กลไกส่งผ่านของนโยบายการเงิน หรือการส่งผ่านประโยชน์ของอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเศรษฐกิจนั้นมีปัญหา เป็นจุดที่ต้องแก้ และต้องแก้ไขจริงจัง 

แต่ถ้าธนาคารกลางยังแก้ปัญหาโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งที่เป็นภาวะปกติที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 1.0 อย่างที่ผมเคยให้ความเห็นไว้ในคอลัมน์นี้ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางก็จะเป็นประเด็นที่นักลงทุนนึกถึงทันที ว่าเป็นเรื่องของการแทรกแซงของการเมืองหรือเป็นเรื่องขีดความสามารถ นี่คือสิ่งที่ต้องตระหนัก

ท้ายสุด นโยบายการเงินควร “นำ” ตลาด เพื่อให้เศรษฐกิจปรับตัวล่วงหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่สําหรับประเทศไทยขณะนี้ ชัดเจนว่านักลงทุนมองสั้น คืออยากเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวเพื่อทำกำไร

 

นโยบายการเงิน ‘นำ’ ตลาดหรือตามหลัง