วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม 2569

Login
Login

เราต้องยกเครื่อง เครื่องมือ SROI ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน

เราต้องยกเครื่อง เครื่องมือ SROI ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน

หากผมได้มีโอกาสไปพูดที่ไหน เกี่ยวกับ SROI ผมมักเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ผมไม่สนับสนุนให้ทำ SROI แต่หากจะจ้างให้ทำ ก็รับทำ” ให้ได้ เสมอ.......

ในแวดวงนโยบายสาธารณะและการให้ทุนวิจัยของไทยในปัจจุบัน แหล่งทุน อย่าง สกสว. หรือ ววน. คำว่า SROI (Social Return on Investment) หรือ “ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน” ได้กลายเป็น “คาถาศักดิ์สิทธิ์” ที่ทุกโครงการวิจัยต้องมีติดไว้ในข้อเสนอโครงการ เพื่อยืนยันว่าเงินงบประมาณทุกบาทที่ลงไปนั้นมีความ “คุ้มค่า”

และเมื่อโครงการวิจัยจบลง ยังมีการเลือกโครงการขึ้นมาเพื่อจ้างประเมินผล SROI อีกครั้ง โดยคาดหวังว่าจะได้ ตัวเลขค่าหนึ่งออกมา เพื่อยืนยันความคุ้มค่าของงบวิจัย ซึ่งตัวเลขที่ทุกคนอยากเห็น คือตัวเลขที่มากกว่า 1 เช่น เลข 2 ซึ่งก็จะตีความกันว่า ได้กำไรทางสังคม 2 บาทจากการลงทุนวิจัยทุก 1 บาท

นอกจากนี้ หากเรามองข้ามตัวเลขที่สวยหรูเหล่านี้ไปสู่ความเป็นจริงในพื้นที่ เรายังอาจพบสิ่งที่ย้อนแย้งจนน่าตกใจ เช่น โครงการแก้ปัญหาความยากจนหรือยกระดับคุณภาพชีวิตบางแห่ง รายงานค่า SROI สูงลิ่ว แต่เมื่อมองกลับไปที่พื้นที่จริง กลับพบว่า โครงสร้างความยากจนพื้นที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไป 

สิ่งนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การ “คำนวณผิด” แต่คือ การใช้เครื่องมือที่ผิดบทบาท SROI ถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันความสำเร็จย้อนหลัง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือเรียนรู้เพื่อปรับปรุงนโยบาย สิ่งนี้สะท้อนว่าเครื่องมือ SROI ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤติความน่าเชื่อถือและ “ปัญหาทางเทคนิค” ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก

Daniel Fujiwara นักเศรษฐศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลในการพัฒนากรอบการประเมินผลของรัฐบาลอังกฤษ ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของ SROI ผ่านเอกสาร “The Seven Principle Problems of SROI” ซึ่งมีสิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก ดังนี้

1.SROI ขาดบรรทัดฐานที่ชัดเจน โดยกระบวนการมักให้ผู้มีส่วนได้เสีย กำหนด “นิยาม” คุณค่าเอาเอง โดยไม่มีรากฐานทางเศรษฐศาสตร์สวัสดิการเพื่อตรวจสอบ ทำให้ตัวเลขที่ออกมาเปรียบเทียบกันไม่ได้และขาดความเป็นกลาง

2.เครื่องมือที่นิยมใช้อย่าง “ความเต็มใจจะจ่าย” (Willingness to Pay) มีอคติเรื่องความรวย (Wealth Bias) ซึ่งผูกติดกับฐานะทางการเงิน ตัวอย่างเช่น หากโครงการสร้างสวนสาธารณะ คนรวยยอมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึง 100 บาท แต่คนจนที่มีความพึงพอใจเท่ากันกลับมีกำลังจ่ายเพียง 5 บาท

การประเมิน SROI โดยทั่วไปจะให้ความสำคัญกับความต้องการของคนรวยมากกว่าเนื่องจาก ทำให้ประโยชน์ของสวนสาธารณะสูงขึ้นมาก

3.การปั่นตัวเลขให้ดูดีเกินจริง สูตรการคำนวณมักมีอคติในการจัดการผลกระทบเชิงลบ (Negative Impact) ซึ่งมักถูกละเลยหรือลดทอนความสำคัญลง เพื่อให้อัตราส่วนสุดท้ายออกมาดู “คุ้มค่า” ที่สุด

4.ขาดคำอธิบายถึงความเป็นเหตุเป็นผล การประเมินมักอาศัยการ “คาดเดา” หรือความรู้สึกของผู้มีส่วนได้เสียแทนที่จะใช้กลุ่มควบคุมทางสถิติ ทำให้ยากต่อการพิสูจน์ว่า ความเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากโครงการจริงๆ หรือเกิดจากปัจจัยภายนอก

สอดคล้องกับงานเขียนของ กฤษณะ โชติรัตนกมล และ วีรบูรณ์ วิสารทสกุล (2569) ซึ่งพบว่าการนำ SROI มาใช้ในหลายกรณีกลายเป็นเรื่องของ “Business Washing” หรือการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเหมือนเป็นมืออาชีพเชิงธุรกิจมากกว่าการมุ่งปรับปรุงโครงการ

และปัญหาที่พบบ่อยๆ คือ “ปฏิกิริยาตอบสนองต่อการถูกประเมิน” (Reactivity) เมื่อหน่วยงานรับทุนรู้ว่าต้องถูกวัดผลด้วยตัวเลข SROI พวกเขาจะเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อมุ่งไปที่ “การทำให้ตัวเลขดูดี” แทนที่จะแก้ปัญหาจริงๆ เกิดการเบี่ยงเบนเป้าหมาย (Goal Displacement)

เช่น แทนที่งานประเมินจะไปให้น้ำหนัก คุณภาพของการรักษาของแพทย์ กลับมุ่งเน้นที่จำนวนผู้ป่วยที่ตรวจได้ในแต่ละวันเพื่อให้สอดคล้องกับตัวชี้วัดที่ผู้ให้ทุนกำหนด และอาจคำนวณเป็นมูลค่าได้ง่ายกว่า ซึ่งท้ายที่สุด

สิ่งนี้จะนำไปสู่ภาวะ “Mission Drift” หรือการที่พันธกิจเดิมของโครงการถูกกลืนหายไป เหลือเพียงการวิ่งตามตัวเลขเพื่อความพึงพอใจของแหล่งทุน

เพื่อให้การประเมินผลตอบแทนทางสังคมมีความถูกต้องและนำผลประเมินไปใช้ประโยชน์ได้จริง รัฐบาลอังกฤษได้มีการปรับปรุงเครื่องมือนี้เพื่อแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ ดังในเอกสาร National Social Value Standard (SVS) 2024 ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจ อาทิ

- กำหนดนิยามคุณค่าให้ชัดเจน ในเอกสารดังกล่าวกำหนดว่า “คุณค่าทางสังคม” คือผลรวมของความกินดีอยู่ดี (Wellbeing) ของบุคคลทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยอิงทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สวัสดิการ ไม่ใช่ความรู้สึกส่วนตัว 

- ใช้การปรับน้ำหนักตามรายได้ (Distributional Weighting) มีการปรับน้ำหนักให้เงิน 1 บาทที่เกิดประโยชน์แก่ “คนจน” มีค่าความสำคัญสูงกว่าเงิน 1 บาทที่เกิดแก่ “คนรวย” เพื่อลดอคติทางเศรษฐกิจ

- มาตรฐาน WELLBY เปลี่ยนจากเครื่องมือความเต็มใจจะจ่าย (WTP) มาใช้ระเบียบวิธี Wellbeing Valuation โดยกำหนดค่ามาตรฐานในการประเมินความพึงพอใจในชีวิต (เช่น WELLBY) เพื่อให้การวัดผลมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

- การหักลบอคติ (Optimism Bias) มีข้อกำหนดให้หักลบค่าความลำเอียงจากการมองโลกแง่ดีเกินไปออกอย่างน้อย 4.2% ในทุกตัวชี้วัด เพื่อความระมัดระวังตามหลักการความถูกต้อง เป็นต้น

ในมุมของผู้เขียนเห็นว่าในทศวรรษที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ใช้เครื่องมือประเมิน SROI กันไปตามโจทย์ของตัวเอง โดยไม่ได้ตระหนักถึงจุดอ่อนของเครื่องมือ จนถึงขนาดสำนักงบประมาณก็มักถามหา SROI กับหน่วยงานต่างๆ อยู่เนื่องๆ หากเครื่องมือนี้ยังเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับสังคมไทย ก็น่าจะถึงเวลาที่แหล่งทุนวิจัยและหน่วยงานนโยบายควรจะต้องสนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อทบทวนและพัฒนาเครื่องมือนี้ให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เพื่อให้ผลประเมินมีคุณค่าทั้งในเชิงมูลค่าของผลตอบแทนทางสังคม และความรู้ที่ช่วยอธิบายให้ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงและคุณค่าทางสังคมที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ความยากจนที่หายไป หรือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั้น “เกิดขึ้น” ได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเพียงเพราะคนเหล่านั้นไม่มีอำนาจซื้อในระบบเศรษฐกิจ