ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากองค์กรธุรกิจที่เรียกว่า ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ (Commercial Determinants of Health) คือ โรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เป็นอย่างมาก
ทั้งนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้จัดประชุมระดับสูงเกี่ยวกับโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งที่ประชุมตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 จะลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง 150 ล้านคนในประชากรโลก 150 ล้านคนจะควบคุมความดันโลหิตสูงได้
และ 150 ล้านคนจะได้รับการรักษาด้านสุขภาพจิต (https://www.who.int/teams/noncommunicable-diseases/on-the-road-to-2025)
โรคไม่ติดเชื้อเรื้อรัง เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตร้อยละ 74 ของประชากรโลก และคาดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 47 ล้านล้านดอลลาร์ (US$ 47 trillion) ภายในปี พ.ศ. 2573 จากความสูญเสียผลิตภาพ (productivity) และค่ารักษาพยาบาล หากแนวโน้มยังคงเป็นเช่นปัจจุบัน
องค์กรธุรกิจปกป้องผลประโยชน์และ ‘กำไร’ ด้วยกลยุทธ์ที่หลากหลาย เช่น โน้มน้าว/ล้อบบี้ ผู้กำหนดนโยบาย จัดตั้งองค์กรบังหน้า (front group) การตลาด ‘ล่าเหยื่อ’ ฯลฯ การให้ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อให้สังคมเข้าใจผิดเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่ง เช่น บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บิดเบือนหลักฐานการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ
ในขณะเดียวกันพยายาม ‘สร้างภาพ’ ด้วยการบริจาคเงินเพื่อสาธารณประโยชน์ และสร้าง ‘วาทกรรม’ เพื่อโยนความผิดไปให้ผู้บริโภคว่าต้อง ‘ดื่มแบบรับผิดชอบ’ บริษัทยาสูบข้ามชาติใช้กลยุทธ์เช่นเดียวกัน
ในการต่อสู้เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ภาคสุขภาพจำเป็นต้องร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ เช่น กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กลุ่มเพื่อความยุติธรรมในสังคม (social justice) กลุ่มสิทธิมนุษยชน เป็นต้น พลังอำนาจทางธุรกิจมักจะใช้อิทธิพลเพื่อโน้มน้าว/ล้อบบี้ ผู้กำหนดนโยบาย และมักจะบ่อนทำลายนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
ดังนั้น การป้องกัน ‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’ จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อผู้กำหนดนโยบาย เช่น ในกรรมาธิการชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา
การจำกัดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมขององค์กรธุรกิจ เป็นสิ่งจำเป็นในการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ การจัดทำมาตรการเพื่อป้องกัน ‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’ จาก ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ มีความจำเป็นเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ
ประสบการณ์ในกรรมาธิการวิสามัญศึกษาพิจารณากฎหมายบุหรี่ไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่แล้วเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาของความไม่โปร่งใสในการแต่งตั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาเป็นกรรมาธิการฯ
หน่วยงานภาคสุขภาพหลายหน่วยงานส่งจดหมายเพื่อร้องเรียนการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะกรรมการจริยธรรม สภาผู้แทนราษฎร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
ตลอดระยะเวลาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า กลุ่มบุคคลที่ได้รับการร้องเรียนจากภาคสุขภาพมีพฤติกรรมแนวทางปฏิบัติตามกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบข้ามชาติ โดยใช้วาทกรรม ‘การลดอันตราย’ ทั้งๆ ที่งานวิจัยจากทั่วโลกบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้ช่วยลดอันตราย และไม่ได้ช่วยในการเลิกสูบบุหรี่มวน
นอกจากนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวพยายามสร้างความสงสัยและบิดเบือนว่า การห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ตลอด 10 ปีของประเทศไทย ไม่ได้ผล จึงควรควบคุมด้วยการทำให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมาย
ทั้งๆ ที่สถิติและกรณีศึกษาจากต่างประเทศบ่งชี้ชัดเจนว่า กลุ่มประเทศที่ห้ามนำเข้า บุหรี่ไฟฟ้า อย่างสมบูรณ์ (total ban) เช่น ไทย สิงคโปร์ บราซิล ฯลฯ มีการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กและเยาวชน น้อยกว่าในกลุ่มประเทศที่บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ถูกกฎหมาย
สภาผู้แทนราษฎร เป็นสถาบันตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องมีความน่าเชื่อถือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีความโปร่งใสในการดำเนินการจัดทำนโยบายสาธารณะ ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลใดก็ตามที่ไม่ใช่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาเป็นที่ปรึกษา หรือกรรมาธิการ หรืออนุกรรมาธิการ พรรคการเมืองต่างๆ
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ควรจะต้องแสดงออกถึงความรับผิดชอบ (accountability) และความน่าเชื่อถือ (credibility) ของสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ ด้วยการจัดทำมาตรการเพื่อความโปร่งใส (transparency) และป้องกัน ‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’ (conflict of interests) จากองค์กรธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
ในขณะที่คะแนนดัชนีรับรู้ระดับคอร์รัปชันของประเทศไทยได้ 33 จาก 100 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และต่ำกว่าทุกประเทศในอาเซียนยกเว้นเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาภาพลักษณ์ของความโปร่งใสในรัฐบาลชุดใหม่ และสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ด้วยนั้น
พันธะสัญญาที่ประเทศไทยได้ร่วมลงนามคือ กรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ ขององค์การอนามัยโลก โดยเฉพาะมาตรา 5.3 ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วได้ใช้มาตราดังกล่าวเป็นกลไกป้องกัน ‘การขัดกันแห่งผลประโยชน์’ จากองค์กรธุรกิจที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น บริษัทยาสูบข้ามชาติ
พรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถสร้างความโปร่งใสในการจัดทำนโยบายสาธารณะได้ ด้วยการ ‘คัดกรอง’ ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา หรือเป็นกรรมาธิการ หรืออนุกรรมาธิการ
โดยให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งต้องประกาศ (declare) ให้สาธารณะทราบอย่างเป็นทางการว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับธุรกิจยาสูบ ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากบริษัทยาสูบ หรือเครือข่ายบริวาร
แนวทางปฏิบัติตามมาตรา 5.3 กรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ ขององค์การอนามัยโลก จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใส ในการตรวจสอบอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมขององค์กรธุรกิจในการกำหนดนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ ในสภาผู้แทนราษฎรให้มีความน่าเชื่อถือ (credibility)
และเพื่อที่ประเทศไทยจะได้คะแนนดัชนีรับรู้ระดับคอร์รัปชันที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน





