เมื่อวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงในการเป็นตัวแทนของหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 35 ขึ้นบรรยายในงานสัมมนาวิชาการหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง 6 สถาบัน ครั้งที่ 15 ในหัวข้อ "Future Trend and Foresight: รู้เทรนด์โลก เห็นอนาคต นำการเปลี่ยนแปลง"
งานนี้ถือเป็นเวทีวิชาการระดับสูงที่รวมสมองจาก 6 สถาบันชั้นนำ ได้แก่ สถาบันพระปกเกล้า (ปปร.), วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.), หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.), หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บ.ย.ส.), TEPCoT และ วตท.
หัวข้อที่ผู้เขียนได้รับมอบหมายคือ “Thailand in the New World Order: ไทยในยุคระเบียบโลกเปลี่ยน”
สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนรู้สึกดีใจและเป็นเกียรติเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงแค่เวทีอันทรงเกียรตินี้ แต่เป็นเพราะสิ่งที่เราวิจัยและคาดการณ์ไว้กว่าหนึ่งปีที่แล้วในงานวิจัยของหลักสูตร วตท. 35 ภายใต้ชื่อ "Mission 2000" กำลังพิสูจน์ตัวเองให้เห็นชัดมากขึ้นทุกวัน และที่น่ายินดียิ่งกว่านั้น คือเริ่มมีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่เดินหน้าในทิศทางเดียวกับข้อเสนอแนะของเราอย่างจริงจังแล้ว
ย้อนกลับไปกว่าหนึ่งปีที่แล้ว เราตั้งคำถามว่า อะไรคือ Megatrend ที่จะกำหนดอนาคตของประเทศไทย คำตอบที่เราได้มีสามปัจจัยหลัก ได้แก่ หนึ่ง ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนระเบียบโลก สอง ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยในการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้น และสาม บทบาทของตลาดทุนในฐานะเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ
ในการบรรยายครั้งนี้ ผู้เขียนได้เริ่มต้นจากกรอบคิดของ Ray Dalio ผู้เขียนหนังสือ “Changing World Order” ได้ศึกษาประวัติศาสตร์มหาอำนาจโลกย้อนหลังกว่า 500 ปี และพบว่าทุก 75 ปี (±25 ปี) จะมีการเปลี่ยนมหาอำนาจหลัก
ขณะนี้ครบ 80 ปีพอดีนับตั้งแต่สหรัฐขึ้นเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ขณะที่จีนก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
Dalio คำนวณ “Great Power Index” พบว่าอำนาจสหรัฐลดลงในหลายมิติ โดยเฉพาะการศึกษา การค้า และเศรษฐกิจ เหลือเพียงสองด้านที่ยังนำโลกอยู่ คือ นวัตกรรมและการที่ดอลลาร์ยังเป็นเงินสกุลหลักของโลก
ขณะที่จีนเติบโตรวดเร็วโดยเฉพาะด้านทหารและการระดมทรัพยากร อีกทั้งควบคุมมากกว่า 70% ของการผลิต Rare Earth ทำให้มีอำนาจต่อรองในห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม จีนยังไม่พร้อมขึ้นมาแทนที่อย่างเต็มรูปแบบ เพราะเงินหยวนยังห่างไกลการเป็นสกุลหลักของโลก และนวัตกรรมยังไม่ก้าวข้ามสหรัฐได้อย่างชัดเจน
ผลลัพธ์คือ โลกตกอยู่ในภาวะ “ไร้ระเบียบ” กลายเป็นสงครามเย็นระหว่างสองขั้ว โดยสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนจากนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของประธานาธิบดีทรัมป์ จนกลายเป็นตัวเร่งให้พันธมิตรเก่าหันไปหาจีนมากขึ้น
ล่าสุดแม้ศาลฎีกาสหรัฐมีมติ 6:3 ตัดสินว่าทรัมป์ใช้ IEEPA เกินอำนาจในการเรียกเก็บ Reciprocal Tariffs แต่ทรัมป์ก็ตอบโต้ทันทีด้วยการออก Executive Order เก็บภาษีใหม่ 15% ทำให้ความผันผวนยังคงรุนแรงต่อเนื่อง
โลกในอีก 25-50 ปีข้างหน้าจึงจะเป็นโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และอึมครึม (VUCA) อย่างรุนแรง
ท่ามกลางระเบียบโลกที่ป่วนเช่นนี้ ประเทศไทยยังไม่พร้อมรับมือ เราเผชิญวิกฤติภายในจากการติดกับดักรายได้ปานกลาง มีการเติบโตหลังโควิด-19 เพียง 2.2% ต่อปี เนื่องจากขาด “เครื่องยนต์ใหม่” (New Growth Engine)
ประกอบกับความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานคุณภาพ โครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัย และภาระจากสงครามการค้า ล้วนเป็นปัจจัยที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
งานวิจัย “Mission 2000” ของ วตท. 35 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งสองด้านพร้อมกัน ผ่านแผนยุทธศาสตร์ยกระดับดัชนี SET จาก 1,200 จุด (ในช่วงที่ทำงานวิจัย) ไปสู่ 2,000 จุดภายใน 5 ปี ผ่านแนวคิด “ลูกธนูสามดอก” ที่ต่อยอดจากนโยบาย Abenomics ของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะแห่งญี่ปุ่น ประกอบด้วย
ดอกที่หนึ่ง Hard Infrastructure ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 22% ของ GDP ครอบคลุมระบบน้ำ ชลประทาน และขนส่ง คาดเพิ่ม GDP 1.5-2% ต่อปี
ดอกที่สอง Soft Infrastructure ปฏิรูปใน 5 ด้าน ได้แก่ การคลังและภาษี การศึกษา การพัฒนาโมเดลธุรกิจ การยกระดับธรรมาภิบาล และนโยบายการเงินแบบ Pro-Growth พร้อมเพิ่มสภาพคล่องตลาดทุนผ่านมาตรการ TISA และ Jump+
ดอกที่สาม Sectoral Reform ปฏิรูปภาคการแพทย์สู่ Medical Hub ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าตลาดกลุ่ม HEALTH จาก 6% เป็น 12% ของ SET ซึ่งเป็น “Jewel on the Crown” ที่จะดึงดูดการลงทุนและยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สำหรับบทเรียนที่ไทยต้องเผชิญในโลกที่แตกแยกนั้น เราเสนอให้ใช้ “Dual-track Model” ทำ Balancing Act อย่างรอบคอบระหว่างสองมหาอำนาจ พร้อมปฏิรูปเศรษฐกิจภายในผ่านลูกธนูสามดอก เพื่อให้ไทยบรรลุสามเป้าหมาย คือ หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เป็น Safe Haven ในยุคระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป และยืนหยัดได้ในเวทีโลกอย่างสมเกียรติ
หากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ความสำคัญและนำข้อเสนอของ Mission 2000 ไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า SET ไปถึง 2,000 จุดใน 5 ปีนั้นไม่ใช่ฝัน และที่สำคัญกว่านั้น ไทยจะมีโอกาสหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่ต่อสู้กันมากว่า 20 ปี
โลกในยุค Fractured World ที่วุ่นวายนี้ไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่ยังเป็น “โอกาสสุดท้าย” ของไทยในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ คำถามคือ เราจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้หรือไม่ คำตอบอยู่ในมือของผู้นำประเทศทุกคนในวันนี้
*บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่





