ทุกวันนี้ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าตื่นเต้นอีกแล้ว เพราะเอไอกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตประจำวันเหมือนอย่างไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ต
หลายคนใช้เอไอช่วยเขียน ช่วยคิด ช่วยออกแบบ ช่วยวิเคราะห์ และช่วยตัดสินใจกันทุกวัน สิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยหายากอย่างความเร็ว ความแม่นยำ และความสมบูรณ์แบบ กลายเป็นของธรรมดาที่ผลิตได้แทบไม่จำกัด เอไอสามารถสร้างงานเขียนระดับมืออาชีพ วาดภาพที่สวยงาม สร้างวิดีโอเทียบเท่าภาพยนตร์ดัง หรือเขียนโค้ดซับซ้อนได้ภายในไม่กี่วินาทีได้แล้ว
อีกไม่นาน คุณค่าทางเศรษฐกิจจึงน่าจะกำลังเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง จากโลกที่ยกย่อง “ความล้ำสมัยของเทคโนโลยี” ไปสู่โลกที่กลับมาให้คุณค่าและราคากับ “ฝีมือของมนุษย์” ผมขอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Human Premium Economy” หรือเศรษฐกิจที่ความเป็นมนุษย์กลายเป็นของที่หรูหรา
ที่ผ่านมา ความหรูหราอาจนิยามผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย คนที่เข้าถึงนวัตกรรมก่อนย่อมถือครองสถานะทางสังคมที่เหนือกว่า แต่เมื่อเอไอทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งเข้าถึงได้ทั่วไป ความหมายของความหรูหราอาจกำลังเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งจาก High-Tech สู่ High-Touch
ผู้บริโภคจำนวนมากน่าจะเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่เอไออย่าง Generative AI สร้างขึ้น ที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไป ภาพสวยไร้ตำหนิเกินไป เสียงดนตรีที่ปรับแต่งและสร้างง่ายอย่างไร้รอยสะดุด หรือข้อความที่เรียบเรียงเป็นแบบแผนอย่างสวยงาม ซึ่งในด้านหนึ่งกลับสร้างความรู้สึกห่างเหินแปลกๆ เพราะทุกอย่างดีเกินไป ดูขาดชีวิตชีวา และเหมือนๆ กันไปหมด
ทุกวันนี้หากไล่อ่านสเตตัสใน Facebook เราก็จะเห็นรูปแบบการเขียนที่คล้ายเอไอเขียนดาษดื่นไปหมด หรือคลิปวิดีโอในแพลตฟอร์มต่างๆ ก็เต็มไปด้วยการใช้เอไอสร้างขึ้นมาซึ่งให้ภาพที่ดูก็รู้เลย
ดังนั้น สิ่งที่ผู้คนจะเริ่มโหยหาจะไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่จะเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่มีความพยายามของมนุษย์อยู่ในนั้น มีความผิดพลาด ไม่ลงตัวบางอย่าง และรู้สึกได้ถึง “เวลา” ที่ทุ่มเทลงเพื่อสร้างงานนั้น
Human Premium Economy น่าจะมีองค์ประกอบ 3 อย่าง ประการแรกคือ ความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ เหมือนแนวคิดแบบวะบิ-ซะบิ (wabi-sabi) ที่เป็นปรัชญาศิลปะญี่ปุ่นแสดงถึงงานฝีมือที่มีรอยนิ้วมือของช่างปั้น เซรามิกที่ขอบไม่เท่ากัน หรือผ้าทอที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อย
แสดงถึงความไม่สมบูรณ์และความอนิจจังของสรรพสิ่ง น่าจะกลับมามีมูลค่าเพิ่มขึ้น ความไม่สมบูรณ์แบบจะกลายเป็นลายเซ็นของมนุษย์ซึ่งไม่สามารถผลิตซ้ำได้
ประการที่ 2 คือ เวลาของมนุษย์ที่ทุ่มเทในการสร้างงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นต้นทุนที่แพงที่สุด เมื่อเอไอช่วยย่นระยะเวลาการทำงานแทบทุกประเภท เวลาในชีวิตมนุษย์จึงยิ่งมีคุณค่า การที่ใครคนหนึ่งยอมใช้เวลาฟังเราอย่างตั้งใจ ดูแลเราอย่างเฉพาะตัว หรือสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อเราโดยเฉพาะ จะกลายเป็นประสบการณ์หรูหรารูปแบบใหม่
ในขณะที่แชตบอตสามารถตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง การได้พูดคุยกับมนุษย์จริงๆ จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพระดับสูง ความหรูหราจะเปลี่ยนจากประสิทธิภาพ เป็นการที่มีคนจริงๆ สละเวลาในชีวิตให้กับเรา
ประการที่ 3 คือจริยธรรม ความเมตตาและความเข้าอกเข้าใจ แม้เอไอจะสามารถจำลองอารมณ์และตอบสนองได้อย่างแนบเนียนเพียงใด แต่มนุษย์ยังรับรู้ความแตกต่างระหว่างการ “รู้สึกจริง” กับการ “คำนวณคำตอบ” เช่นอาหารที่ปรุงโดยพ่อครัวแม่ครัวที่เข้าใจเรื่องราวของวัตถุดิบและชีวิตลูกค้า นักบำบัดที่รับฟังด้วยประสบการณ์ชีวิตจริง
หรือครูที่มองเห็นศักยภาพของลูกศิษย์เกินกว่าความซนและคะแนนสอบ ล้วนสร้างคุณค่าทางอารมณ์ที่อัลกอริทึมแทนที่ได้ยาก ความเข้าอกเข้าใจและความเมตตาจะกลายเป็นจุดแข็งของมนุษย์ในระบบใหม่ที่เต็มไปด้วยงานที่สร้างโดยเอไอ
แนวโน้มเริ่มปรากฏในหลายอุตสาหกรรม ร้านอาหารระดับสูงไม่ได้แข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีครัวอัจฉริยะ แต่แข่งขันกันด้วยเรื่องเล่าของผู้ปลูก ผู้ปรุง นอกจากเรื่องความสดและเรื่องราวการเดินทางของวัตถุดิบ ยังรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกินกับคนผลิต ผู้บริโภคจะยินดีจ่ายเพื่อลิ้มรสเรื่องราวมากกว่าลิ้มรสสูตรที่คำนวณโดยเอไอ
ในธุรกิจโรงแรม ที่พักราคาประหยัดจำนวนมากกลายเป็นระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เช็กอินจนถึงบริการห้องพัก ขณะที่โรงแรมระดับสุดหรู (Ultra-Luxury) กลับลดการเน้นเทคโนโลยีอัจฉริยะและหันมาเน้นผู้ให้บริการ (Personal Butler) ที่เป็นมนุษย์จริง ผู้ช่วยที่สามารถอ่านภาษากาย เข้าใจอารมณ์ และคาดการณ์ความต้องการลูกค้า
ในด้านการศึกษา เอไอสามารถอธิบายเนื้อหาได้แทบทุกเรื่องในต้นทุนต่ำ ความรู้กลายเป็นสินค้าทั่วไป แต่การเรียนรู้แบบมีครูจริง การโค้ชแบบตัวต่อตัว หรือเวิร์กช็อปที่เกิดการโต้ตอบกันสดๆ กลับมีมูลค่าสูงขึ้น เพราะผู้คนเริ่มตระหนักว่าความรู้สามารถค้นหาได้ทันที แต่ปัญญาต้องอาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยนและการถ่ายทอดผ่านประสบการณ์มนุษย์สู่มนุษย์
Human Premium Economy จะเป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ จนทำให้สิ่งที่เคยยากกลายเป็นง่าย โลกดิจิทัลทำให้ทุกอย่างผลิตซ้ำได้ง่าย
ความเป็นมนุษย์จะกลายเป็นทรัพยากรที่หายาก สิ่งที่หายากจึงมีมูลค่าสูงขึ้น มนุษย์ไม่ได้กำลังถูกแทนที่โดยเครื่องจักร แต่จะกลับไปค้นหาแก่นแท้ของสิ่งที่มนุษย์ทำได้เท่านั้น เช่นความพยายาม ความหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างกัน
เศรษฐกิจไทยสามารถพัฒนาไปสู่ Human Premium Economy ได้ด้วยการผสมผสานความเป็นมนุษย์กับเอไออย่างมียุทธศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว





