วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

โลกเดือด วิกฤติเชิงซ้อนที่เมืองต้องปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน

โลกเดือด วิกฤติเชิงซ้อนที่เมืองต้องปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน

นับตั้งแต่ที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ประกาศเตือนภาวะโลกเดือด (Global Boiling) อย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2566 ซึ่งสะท้อนความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความถี่และรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

วิกฤติเชิงซ้อนและความเปราะบางของเมือง

ภาวะโลกเดือดที่ตามมาด้วยสภาพอากาศสุดขั้ว ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบทั่วโลก ซึ่งองค์กร GermanWatch ได้รายงานความเสี่ยงโลก หรือ Global Risk Report 2025 แสดงให้เห็นว่าภัยจากพายุเป็นภัยที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเสียชีวิตมากที่สุด ส่วนภัยน้ำท่วมทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากที่สุด ส่วนคลื่นความร้อนนั้นเป็นภัยเงียบที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา

ไม่ว่าจะเป็นภัยที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศในรูปแบบใดก็ตาม สิ่งที่จะต้องวิเคราะห์กันต่อ ก็คือ โลกเดือดเป็นจำเลยเดียวหรือไม่ เราต้องไม่ลืมปัญหาการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำเติมคนที่อ่อนแอและด้อยโอกาส ยิ่งน่าเป็นห่วง เมื่อเราต้องสู้กับทั้งวิกฤติโลกเดือดและปัญหาการพัฒนาเมือง ในภาวะเข้าสู่สังคมสูงวัยและเด็กเกิดน้อยลง นี่คือ วิกฤติเชิงซ้อนที่ไม่ได้เกิดทีละเรื่อง 

เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกับสภาพอากาศสุดขั้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าคลื่นความร้อนในกรุงเทพฯ น้ำท่วมเชียงราย เชียงใหม่ และน้ำท่วมที่หาดใหญ่ เมื่อปลายปี 2567 และ 2568 สะท้อนถึงความเปราะบางของแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการในเมือง และแรงงานนอกระบบ เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบต่อการอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โลกเดือด วิกฤติเชิงซ้อนที่เมืองต้องปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน

จะพัฒนาระบบเตือนภัยหรือสร้างภูมิคุ้มกันก่อนดี

ที่ผ่านมา เรามักพูดเรื่องระบบการเตือนภัย ซึ่งนั่นก็เป็นมาตรการเชิงตอบสนอง (reactive) ที่ช่วยลดความสูญเสียเฉพาะหน้า ขณะที่การสร้างภูมิคุ้มกันเป็นมาตรการเชิงป้องกัน (preventive) ที่มุ่งลดความเสี่ยงเชิงระบบ

แน่นอนว่าการเฝ้าระวังและเตือนภัยที่แม่นยำจะทำให้เตรียมการ การจัดการศูนย์อพยพ การดูแลผู้ป่วยและผู้ติดเตียงทำได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมเผชิญเหตุ หากแต่การลดความเสี่ยงภัยนั้น จะช่วยลดผลกระทบในหลายขั้นตอนและกว้างขวางกว่า

ซึ่งต้องทำทั้งด้านผังเมือง โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว แหล่งน้ำ พื้นที่ซับน้ำ การระบายน้ำ ระบบการผลิต การสาธารณสุข และด้านสังคม ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว ลดความเสียหาย สร้างความแข็งแรงให้มีภูมิคุ้มกันต่อภัย

การพัฒนาระบบเตือนภัยและการสร้างภูมิคุ้มกันไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากแต่ต้องดำเนินควบคู่กัน โดยให้การเตือนภัยเป็นเครื่องมือรับมือเฉพาะหน้า และการสร้างภูมิคุ้มกันเป็นฐานรากในการลดความเสี่ยงเชิงระบบ บทเรียนจากกรณีที่ยึดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงชี้ให้เห็นว่า การสร้างภูมิคุ้มกันคือหัวใจของความอยู่รอดและการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

หลักสวัสดิการถ้วนหน้า ที่ยังรอข้อสรุป

ที่ผ่านมา รัฐบาลชุดก่อนได้อนุมัติในหลักการปรับจากการสงเคราะห์เฉพาะกลุ่ม เป็นระบบ “สวัสดิการถ้วนหน้า” ซึ่งอยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียด ครอบคลุมทั้งกลุ่มเด็กและเยาวชนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ 4 เดือน ถึง 6 ปี กลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ กลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงโดยตรง รวมถึงกลุ่มครอบครัวและชุมชนที่ส่งเสริมให้การตั้งศูนย์ช่วยเหลือทุกช่วงวัย

หลักการสวัสดิการถ้วนหน้าเหล่านี้ สามารถช่วยลดความเปราะบางของประชาชนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพิ่มความมั่นคงในการดำรงชีวิต หากมองสวัสดิการถ้วนหน้าในฐานะเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม การลงทุนวันนี้อาจหมายถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านการเยียวยา การสาธารณสุข และการฟื้นฟูจากภัยพิบัติในวันข้างหน้า

คำถามสำคัญที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “จะเอางบประมาณมาจากไหน” นี่จึงไม่ใช่เพียงการถกเถียงเรื่องภาระการคลัง แต่เป็นการตัดสินใจเชิงโครงสร้างว่าประเทศจะลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในรูปแบบใด

นโยบายเชิงปฏิรูปที่ต้องช่วยกันออกแบบ

ยิ่งเห็นได้ชัดว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เราเผชิญภัยพิบัติถี่และรุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องคิดเชิงปฏิรูป ที่เน้นการพัฒนาอย่างรู้เท่าทันความเสี่ยง และลดการสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว

แม้ประเทศไทยจะถูกมองว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยไม่มีการเตรียมพร้อม แต่ความเป็นจริงแล้วประเทศได้วางรากฐานเชิงนโยบายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2525 มีการจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับแรก การจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ ระบบเบี้ยยังชีพ บัตรทอง และการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง ซึ่งสะท้อนว่าการคิดเชิงระบบระยะยาวก็มีอยู่

อย่างไรก็ตาม นโยบายเชิงปฏิรูปต้อง “เป็นมากกว่าการปฏิรูประบบสวัสดิการ” หากแต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไปสู่การลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง บูรณาการการวางผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการน้ำ ระบบสวัสดิการ และการสาธารณสุขเข้าไว้ด้วยกัน โดยยอมรับข้อจำกัดของระบบนิเวศเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของการพัฒนา

การพัฒนาเมืองต้อง “เลิกฝืนธรรมชาติ” และหันมาออกแบบร่วมกับธรรมชาติ ใช้พื้นที่ซับน้ำ ทางระบายน้ำตามธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และระบบบริการสังคมที่เข้าถึงได้ถ้วนหน้า เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้ประชาชนก่อนเกิดวิกฤติ มากกว่ารอจัดการความเสียหายหลังภัยผ่านพ้น

สิ่งที่สำคัญการพัฒนาเมือง “ไม่อาจแยกขาดจากพื้นที่ต้นน้ำ” เพราะน้ำ ป่า อากาศ และอาหาร ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งระบบ การพัฒนาเมืองที่ไม่คำนึงถึงต้นน้ำ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงให้ปลายน้ำและกลุ่มเปราะบาง การแก้ปัญหาจึงต้องขยับจากขอบเขตเมือง ไปสู่การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำและระบบนิเวศร่วมกัน ระหว่างเมือง ชุมชน และท้องถิ่นต้นน้ำ

การปฏิรูปไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย จึงต้องช่วยกัน เพราะความอยู่รอดของเมืองและสังคมไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเยียวยา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศได้เร็วและจริงจังเพียงใด

เรียบเรียงจากการสัมมนา “โลกเดือด เมืองพัง กับความคุ้มครองทางสังคมที่ยังรอคำตอบ” จัดโดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เมื่อ 29 มกราคม 2569