วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ไทยไม่เคยเป็นเสือตัวที่ห้า ภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทยไม่เกิดด้วยฝ่ายก้าวหน้า แต่คืออนุรักษนิยม?

ไทยไม่เคยเป็นเสือตัวที่ห้า ภารกิจฟื้นเศรษฐกิจไทยไม่เกิดด้วยฝ่ายก้าวหน้า แต่คืออนุรักษนิยม?

บทความ How Thailand became the ‘sick man’ of Asia ของสำนักข่าว Financial Times เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569  ได้รับความสนใจจากนักเศรษฐศาสตร์ไทยพอสมควร บทความรายงานถึงภาวะเศรษฐกิจไทยโตต่ำ

การชะลอตัวอย่างรุนแรงในภาคการบริโภค การผลิตและการท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนและเสถียรภาพของประเทศรวมไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ถดถอย เศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดกับดักการเติบโตที่ระดับเพียง 2% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แม้ในอดีตปี 1988 อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเคยเติบโตสูงถึง 13% แต่ปัจจุบันภาพความรุ่งเรืองนั้นกลายเป็นเพียงความทรงจำที่ไม่อาจย้อนคืนจากปัจจัยต่างๆ เช่น  ​​สังคมสูงวัย ประชากรไทยลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 อัตราการเกิดในปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงเกือบ 90% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในเอเชีย

ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงจากการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่งใหม่รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตไทยถูกกดดันจากสินค้าจีนราคาถูกและการแข่งขันที่รุนแรงจากเวียดนาม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็นหัวใจหลัก เห็นได้จากการที่ Nissan, Honda และ Suzuki ปิดโรงงานหรือลดกำลังการผลิตลง

ก่อนการเลือกตั้งบทความของ Bloomberg ชื่อ “Thai Reformist Party Pledges to Revive ‘Fifth Tiger’ Economy as Election Nears” รายงานถึงความตั้งใจของพรรคฝ่ายก้าวหน้าไทยอย่างพรรคประชาชนที่นำคำว่าเสือตัวที่ห้า กลับมาพูดถึงเพื่อสะท้อนความตั้งใจความอยากผลักดันศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

ทั้งสองบทความจากสำนักข่าวต่างชาติสะท้อนภาพของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดี ในการอธิบายความถดถอยของเศรษฐกิจไทยตลอดช่วง 2-3 ทศวรรษ และถูกตีพิมพ์ก่อนผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 จะปรากฏว่าฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างพรรคภูมิใจไทยสามารถชนะที่นั่งในสภาได้กว่า 190 ที่นั่ง

ครองเสียงข้างมากในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลด้วยฐานะพรรคการเมืองที่ชนะเป็นอันดับ 1 อย่างที่หลายฝ่ายอาจไม่เชื่อสายตาและจะส่งผลต่อเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายในภาพรวม รวมถึงนโยบายทางเศรษฐกิจแบบที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีหรือหากมีก็ไม่ใช่จุดเด่นของพรรคภูมิใจไทยในภาพจำมาก่อน 

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้พรรคภูมิใจไทยปรับตัวสู่การเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วยการเสริมทัพทางการเมือง ในมิติทางเศรษฐกิจ ภูมิใจไทยได้ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายให้การยอมรับทั้งภาคราชการและเอกชนอย่าง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและสานต่อภารกิจฟื้นชีวิตเศรษฐกิจไทยที่ว่ากันว่าเราเคยเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย

มุมมองของดร.เอกนิติต่อประเด็นดังกล่าว เขากลับมองที่ผ่านมา คำพูดที่ว่าไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจนั้นไม่จริง “ที่เคยบอกว่าเราเป็นเสือที่ตัวห้าแห่งเอเชียนั้น จริงๆ ลูกแมวยังไม่ได้เป็นเลย เราเห็นอยู่ พี่ก็ผ่านวิกฤติครั้งนั้นมา เสือตัวที่ห้าอันนั้นโตเกินตัว เสร็จแล้วสุดท้ายก็เจอวิกฤติปี 40 เพราะฉะนั้นวันนี้เรากำลังมองเห็นอนาคตนะ มันยังไม่สายไปที่เราจะทำให้ตัวเองแข็งแรง”

ดร. เอกนิติ ให้สัมภาษณ์ในรายการทันโลกกับ Trader KP ในมุมมองของดร.เอกนิติ มองว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนรถยนต์มากกว่า “รถยนต์เราเก่า คนขับเราแก่ เทคโนโลยีก็ล้าสมัยและประเทศไทยรถติดบ่อยจากกติกากฎหมาย ใครทำอะไรก็ลำบาก นี่แหละคือ เหตุผลที่เรากำลังจะกลายเป็น คนป่วยแห่งเอเชีย”

หากมองด้วยโจทย์ทางเศรษฐกิจการเมืองไทยตลอดช่วง 2 ทศวรรษ ที่เศรษฐกิจเติบโตเติบโตอย่างถดถอย ประเด็นที่ละเลยไปไม่ได้เลยคือ ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบาย ซึ่ง ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะ “ผู้คุมเกม” ฝั่งอนุรักษ์ไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้ตลอด 20 ปี

“ย้อนหลังไปตั้งแต่คุณทักษิณมีพรรคไทยรักไทย เป็นพรรคแรกที่ต่อติดกับรากหญ้า ก่อนหน้าไม่เคยมีพรรคใดที่ทำได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวมาเรื่อยๆ ตั้งแต่รัฐบาลพลเอกเปรม พลเอกชาติชาย และมีการรัฐประหารปี พ.ศ. 2534 แม้จนถึงต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจไทยติดลบ หดตัวแต่ก็กลับมาขยายตัวได้”

อย่างไรก็ตามความแข็งแกร่งของไทยรักไทยในครั้งนั้น เกิดขึ้นด้วยการชนะเลือกตั้ง 2 ครั้งติดกันในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งเป็นรัฐบาลผสม และปี 2548 ชนะถล่มทลายได้ ส.ส. 377 ที่นั่ง จากนั้นเรื่อยมาบรรยากาศของการเมืองไทยนำมาซึ่งการใช้ต้นทุนมหาศาลทางการเมืองจากฝั่งอนุรักษนิยมเพื่อสกัดกั้นชัยชนะฝั่งพรรคฝ่ายก้าวหน้า

ด้วยการปูทางจากกลุ่มคนเสื้อเหลืองมาสู่การยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2549 นำมาซึ่งการเขียนกติกาใหม่ การยุบพรรคไทยรักไทยเพื่อสกัดกั้นการขึ้นมาขององคาพยพของไทยรักไทยในเวลานั้นเรื่อยมา จนมาสู่พรรคเพื่อไทยในปีพ.ศ. 2554 ที่สามารถชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง

“เวลาคนบอกว่ามีใบอนุญาตสองใบ ผมคิดว่ามันสองใบครึ่ง ใบแรกคือให้เลือกตั้งไปและเอาผลมาดู ใบที่สองคือถ้าพยายามตบแต่งได้ก็ทำไป แต่ถ้ามันถล่มทลายแบบยุคคุณยิ่งลักษณ์นี่ก็ต้องยอม และไปโค่นทีหลังซึ่งคือการยึดอำนาจในปีพ.ศ. 2557”

ศ.ดร.ฐิตินันท์ กล่าวในรายการ THE UNCUT TALK ทาง Nation Online ปฏิเสธไม่ได้ว่าการยึดอำนาจในปี พ.ศ. 2557 นั้นเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายอนุรักษนิยมใช้ต้นทุนที่สูงมากในการโค่นรัฐบาล “พอมายึดอำนาจรอบนี้ หนักเลยเพราะเป็นรัฐบาลทหาร 5 ปี ทำให้ไทยโดนเหินห่างจากประเทศพัฒนาแล้ว

จนมาสู่การเลือกตั้งในปีพ.ศ. 2562 ซึ่งพรรคพลังประชารัฐแพ้พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับ 2 แต่ได้เป็นรัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี เพราะฉะนั้นมีแค่สองรัฐบาลนะครับที่อยู่ครบ 4 ปี คือ รัฐบาลทักษิณปีพ.ศ. 2544 ซึ่งอยู่ครบเทอมจากการชนะเลือกตั้ง และรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่อยู่ครบ 4 ปี แต่ไม่ได้ชนะเลือกตั้ง ได้ที่สอง” ศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าว

จะเห็นได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ฝ่ายอนุรักษนิยมชนะเลือกตั้งได้เสียงข้างมากอย่างขาดลอยหลังจากชัยชนะยุคไทยรักไทยพ.ศ. 2544 จากชัยชนะครั้งนั้นเป็นต้นมาประเทศไทยไม่เคยมีเสถียรภาพมาตลอด 20 ปี การเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มชี้ชัดว่าพรรคภูมิใจไทยชนะอันดับหนึ่ง

ผลตอบรับของนักลงทุนกลับมาเป็นบวก  ตลาดหุ้นจุดพลุฉลอง “เสถียรภาพทางการเมือง” ที่กลับคืนมา หุ้นไทยพุ่งเกือบ 50 จุด มูลค่าการซื้อขายทะลุ 102,000 ล้านบาท ตัวเลขของมูลค่าการซื้อขายที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี ความมีเสถียรภาพนี้เป็นสิ่งที่ต่างชาติจับสัญญาณได้เช่นกัน

เห็นได้จากบทความจาก NY Times รายงานว่า “Seeking Stability, Thai Voters Decisively Reject Progressive Party” เป็นต้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะถล่มทลายครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยส่วนหนึ่งมาจากการที่พรรคประชาชนโหวตให้อนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างที่คุณอนุทินกล่าวในรายการคุยนอกจอในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569  หนึ่งวันหลังจากการเลือกตั้งว่า “ถ้าไม่มีพรรคส้มโหวตให้ในวันนั้น ก็ไม่มีชัยชนะของพรรคน้ำเงินในวันนี้”

นักวิเคราะห์ทางการเมืองมองว่า ครั้งนี้ภายใต้รัฐบาลอนุทินจะอยู่จนครบวาระ 4 ปีและส่งผลให้ไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพในทางเศรษฐกิจ “ที่ผ่านมาฝ่ายตรงข้ามอนุรักษ์ชนะเมื่อไรมีเรื่องเมื่อนั้น” “อยู่ที่ผลงานเค้าแล้วตอนนี้

ถ้าเศรษฐกิจไม่โตหรือโตไม่พอ เรื่องปากท้องไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ก่อนนี้ที่คนไปเลือกพรรคปฏิรูปตั้งแต่ ไทยรักไทย พลังประชาชน อนาคตใหม่ ก้าวไกล เพราะคนอยากหาโครงสร้างใหม่ให้ไทยผงาดขึ้นมา ไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ ถ้าไม่ตอบโจทย์เหล่านี้ทั้งที่คนหันมาให้โอกาสแล้ว เค้าจะไม่พอใจ จะโกรธมาก เพราะฉะนั้นชัยชนะครั้งนี้คือ ชัยชนะชั่วคราว” ศ.ดร.ฐิตินันท์กล่าว

ดังนั้นเกมครั้งนี้ในการเข้าสู่อำนาจของพรรคภูมิใจไทยต้องยอมรับว่า “โจทย์เรื่องเศรษฐกิจ” คือ หนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเดิมพันของรัฐบาล เนื่องจากได้เสียงข้างมากพอที่จะผลักดันวาระต่างๆ หากเทียบกับรัฐบาลเพื่อไทยก่อนหน้านี้

หลังจากนี้ยังมีอีกหลายภารกิจมากมายรอรัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทย อยู่เช่น การเร่งผลักดัน FTA การเจรจาภาษีสหรัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไข “ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวของเศรษฐกิจไทย” ซึ่งลำพังแค่เสถียรภาพอย่างเดียวอาจะไม่เพียงพอแต่รัฐบาลต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองด้วย

ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า เสถียรภาพทางการเมืองสามารถกระตุ้นความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่ในระยะยาวต้องรื้อโครงสร้างเศรษฐกิจและทลายทุนผูกขาด “โจทย์ใหญ่คือ ทุนเจ้าของกลุ่มทุนผูกขาดจำนวนมาก น่าจะเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลอยู่

ดังนั้น รัฐบาลจะมีความกล้าหาญทางการเมือง และทางจริยธรรมที่จะเจรจากับกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ SMEs  ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างไร ประเด็นนี้ถึงจะเป็นการทำให้การเข้าถึงทรัพยากร และการกระจายทรัพยากรมันทั่วถึง”

สอดคล้องกับ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจไปในทิศทางเดียวกันว่า “ต้องกลับมาดูว่าภาพความมั่นคงทางการเมืองแบบนี้ส่งผลต่อเศรษฐกิจในเชิงบวกจริงหรือไม่ ซึ่งต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้สึก และเรียลเซคเตอร์ (ภาคเศรษฐกิจจริง)”

“สำหรับ ภาคเศรษฐกิจจริงที่จะขับเคลื่อน GDP ว่าจะดันไปถึง 4% เลยไหม อันนี้น่าคิด เพราะด้วยศักยภาพของไทย ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหนมา ก็โตได้ประมาณ 2.5% การที่มีเสียงสนับสนุนมากไม่ได้แปลว่าจะเปลี่ยนภาพนี้ได้ทันที เพราะมันเป็นเพียงความเชื่อมั่นระยะสั้น แต่การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ทะยานไปได้ ต้องกลับมาดูที่นโยบาย และการลงมือทำ”

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าเสถียรภาพทางการเมืองคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแต่ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมดในการแก้โจทย์ทางเศรษฐกิจที่เรื้อรังมายาวนานนับทศวรรษ ที่ผ่านมาในช่วง 2 ทศวรรษสะท้อนว่า การเติบโตเศรษฐกิจที่ถดถอยของไทยและการไม่สามารถดำเนินนโยบายที่ต่อเนื่องเกิดจากการที่ฝ่ายก้าวหน้าชนะการเลือกตั้ง

ฝั่งอนุรักษ์นิยมเอาเสถียรภาพการเมืองเป็นตัวประกันผ่านการแทรกแซงทางทหารและตุลาการ คงต้องรอดูการพิสูจน์ในครั้งนี้ว่าชัยชนะของอนุรักษนิยมจะเป็นผู้พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้จริง ตามที่ดร. เอกนิติกล่าวไว้ว่า “เราเป็นคนป่วย เราต้องจ่ายยาให้ถูก วิเคราะห์โรคให้ตรง วันนี้พี่มั่นใจว่าพี่วิเคราะห์ได้ตรง” หรือไม่ คือ ผลงานที่ยังรอการพิสูจน์


อ้างอิง:

A. Anantha Lakshmi. (2026, 3 Feb) . How Thailand became the ‘sick man’ of Asia. https://www.ft.com/content/e766f94f-7626-4b60-b997-44ca1b18a4e7

Patpicha T. (2026, 11 Jan). Thai Reformist Party Pledges to Revive ‘Fifth Tiger’ Economy as Election Nears. https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-01-11/thai-reformist-party-pledges-to-revive-fifth-tiger-economy-as-election-nears.

Sui-Lee W. (2026, 8 Feb). Seeking Stability, Thai Voters Decisively Reject Progressive Party.https://www.nytimes.com/2026/02/08/world/asia/thailand-election-opposition-conservatives.html?smtyp=cur&smid=tw-nytimes.

Nation Online. (2026, 16 Feb). ชนะได้แต่ทำไม่ได้ เตือน “น้ำเงิน” แพ้ภัยตัวเอง | THE UNCUT TALK. https://www.youtube.com/watch?v=JGHRlB0hazQ.

ทันโลกกับ Trader KP. (2026, 6 Feb). โอกาสสุดท้าย... ก่อนไทยจะกลายเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" ? (ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ). https://www.youtube.com/watch?v=BUiW06u5wf4&t=3208s

สาธิต สูติปัญญา. (2026, 11 Feb). แค่ 'เสถียรภาพการเมือง' พอไหมสำหรับเศรษฐกิจไทย ?. https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220659

สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว. (2026, 9 Feb). เปิดใจ"อนุทิน" 'รักชาติ' คือจุดชี้ขาด ขอบคุณปชน. 'ไม่มีเขาในวันนั้น ก็ไม่มีเราในวันนี้'. https://www.youtube.com/watch?v=8nL3Yo-43cU&t=2762s