วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

จะ 'เรียนรู้' ต้องเปลี่ยนมุมมอง | อาหารสมอง

จะ 'เรียนรู้' ต้องเปลี่ยนมุมมอง | อาหารสมอง

การเรียนรู้หรือการพยายามเข้าใจสรรพสิ่งของแต่ละคนหรือของสังคมใด ขึ้นอยู่กับความอยากรู้อยากเห็น และความสามารถในการเปลี่ยนมุมมองซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ถ้าไม่มีการเปลี่ยนมุมมองแล้ว ความเข้าใจหรือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย วันนี้มีบางตัวอย่างของการเรียนรู้ซึ่งล้วนเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมุมมอง

ลองจินตนาการภาพชายสองคนยืนอยู่บนพื้นที่มีเลข 6 เขียนอยู่ คนหนึ่งยืนด้านหัว อีกคนยืนด้านท้าย คนตรงหัวก็จะยืนยันว่าเห็นเลขเก้า ส่วนอีกคนตรงท้ายบอกว่าเห็นเลขหก เถียงกันจนตายก็ไม่ได้เรื่องจนกว่าจะมีการเปลี่ยนมุมมองว่าเราอยู่คนละตำแหน่งหรือเปล่าจนทำให้เห็นเลขแตกต่างกัน การเปลี่ยนมุมมองเช่นนี้ทำให้เกิดความเข้าใจว่าเลข 6 ดูได้สองลักษณ

การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้นได้ว่าคนที่พิจารณาสิ่งเดียวกันก็อาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ และอาจไปไกลถึงเรียนรู้ว่าในเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน สิ่งหนึ่งอาจมองเห็นได้มากกว่าทางเดียว

ตัวอย่างของโลกเป็นจริงหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนมุมมองทำให้เกิดความเข้าใจ เกิดการเรียนรู้และนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงประมาณปี 2486-2487 การที่ชายอเมริกันเป็นทหารออกไปรบทำให้เศรษฐกิจขาดแคลนแรงงานมาก

รัฐบาลอเมริกันจึงนำนักโทษสงครามที่จับได้จำนวนมากซึ่งเป็นคนเยอรมันจากทวีปแอฟริกาเหนือและยุโรป นำมาใช้เป็นแรงงานในภาคเกษตรและอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้นประมาณ 425,000 คนในสหรัฐ

โดยสร้างแคมป์ให้นักโทษเหล่านี้พักอาศัยประมาณ 500 แห่ง ตั้งอยู่ในบริเวณรัฐเท็กซัส โอคลาโฮมา แคนซัส ไอโอวา เนบราสกาและแคลิฟอร์เนีย มีหลักฐานว่านักโทษสงครามเหล่านี้ได้รับการดูแลและเข้ากับคนอเมริกันโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี สถานะก็ยังคงเป็นนักโทษกับผู้จับมา และนายจ้างกับลูกจ้าง ภายหลังสงครามหลายคนกลับยุโรปและหลายคนเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน

มีไร่มันฝรั่งจำนวนหนึ่งในรัฐไอโอวาในเดือนเมษายนของปี 2489 ในไร่ที่ปลูกรวมกันประมาณ 600 เอเคอร์ (1,500 ไร่) ซึ่งกำลังเริ่มผลิดอกออกผลเกิดเป็นโรคใบไหม้ (blight) ใบเริ่มมีสีคล้ำและหัวมัน เริ่มเน่า อีกทั้งลามไปทั่วอย่างรวดเร็ว

เกษตรกรเจ้าของก็วิ่งไปถามผู้เชี่ยวชาญที่ Iowa State University หลังจากตรวจแล้วก็บอกว่าทำใจเถอะเพราะไม่มีทางรักษา ให้รีบหักล้างและเตรียมดินปลูกรอบใหม่ เจ้าของหมดอาลัยเพราะหากทำเช่นนั้นก็หมดตัวกันทุกคนอย่างแน่นอน 

ท่ามกลางสถานการณ์หดหู่เช่นนี้ ก็มีนักโทษหญิงคนหนึ่งอายุ 30 กว่า ชื่อ Greta Hoffman เอ่ยปากอย่างไม่แน่ใจว่าจะเชื่อเธอหรือไม่ด้วยมีฐานะทางสังคมที่แตกต่างกัน

เธอบอกว่าบ้านเธอที่แคว้นบาวาเรียนในเยอรมนี เวลามีโรคแบบนี้ยายเธอจะแก้ไขโดยเอาขี้เถ้า น้ำมะนาวและซัลเฟตมาผสมกับน้ำและนมเกือบบูดแล้วฉีดชโลมทุกต้น เจ้าของไร่ไม่เชื่อแต่ไม่มีทางเลือกจึงทำตาม และภายในเวลาไม่ถึง 2 อาทิตย์ ทุกอย่างก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ แถมเติบโตได้ดีอีกด้วย

อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแปลกใจมากและจ้างเธอเป็นผู้ช่วยวิจัย โดยให้บันทึกวิธีการทำเกษตรหลายอย่างที่ใช้เทคนิคโบราณ ซึ่งคนอเมริกันคิดว่าพ้นยุคใช้ไม่ได้แล้ว

เมื่อการทดลองได้ผลมหาวิทยาลัยก็ดัดแปลงขยายองค์ความรู้ของเทคนิคเกษตรกรรมผสมโบราณที่สะสมกันมาหลายชั่วคนของชนชาติต่าง ๆ ในการปลูกพืชที่หลากหลาย ศูนย์นี้ได้ทดลองและพัฒนาความรู้ขึ้นมาจนเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา

ข้อคิดก็คือ ถ้าสามเกษตรกรอเมริกันเจ้าของไร่ไม่มีมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม เห็นนักโทษเหล่านี้เป็นเพียงศัตรู และเป็นแรงงานรับจ้างจากโลกโบราณแล้ว การขยายความรู้ใหม่ที่กระจายไปทั่ววงการเกษตรสหรัฐในเวลาต่อมาก็ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผลงานของ Greta ทำให้เธอเป็นคนสำคัญของรัฐและได้เป็นพลเมืองอเมริกันในเวลาต่อมา ชาวไอโอวายังคงนึกถึงบุญคุณของเธอจนถึงทุกวันนี้ ทั้งหมดเกิดจากการเปลี่ยนมุมมองของคนเพียงสามคนที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลในประวัติศาสตร์

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของคำพูดที่ว่า “ความสุขไม่ใช่การทำสิ่งที่ชอบ หากคือการชอบสิ่งที่ต้องทำ” ลองคิดดู ว่าหากความสุขของเราเกิดจาก “ได้ทำสิ่งที่ชอบ” แล้ว โลกคงไม่ซับซ้อนปวดหัวอย่างแน่นอน เรากินอาหาร ทำงานอดิเรกและพักผ่อนอย่างที่เราชอบในตอนแรกก็คงจะมีความสุขดีแต่หากต้องทำอย่างเดิมซ้ำทุก ๆ วันแล้ว ต้องเบื่อหน่ายและดิ้นรนทำสิ่งอื่นที่สร้างความวุ่นวายเป็นแน่

“ความสุขคือการชอบสิ่งที่ต้องทำ” บอกให้เราเปลี่ยนมุมมองในเรื่องความสุขและการสร้างประโยชน์ ตัวอย่างเช่น ภาระความรับผิดชอบในการสร้างครอบครัว หากเห็นว่าเป็นความทุกข์น่าเบื่อแล้ว ครอบครัวจะเติบโตอย่างขาดคุณภาพเป็นแน่

แต่หากมองว่ามันเป็นความรับผิดชอบตามธรรมชาติที่ “เราต้องทำ” เราต้องบังคับตัวเราเองให้เห็นว่าเป็นความสุขแล้วเราก็จะทำหน้าที่อย่างมีความสุข และทุกคนในครอบครัวก็จะรับผลดีไปด้วย

การดูแลบุพการียามแก่เฒ่านั้นก็เช่นกัน มิใช่เรื่องสนุก เป็นภาระหนักอึ้ง แต่ถ้าเรามองว่าเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องกระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องคิดว่าเป็นความสุขเพราะเกิดมามีครั้งเดียวโดยจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีก มุมมองเช่นนี้จะทำให้เรากระทำหน้าที่ของเราอย่างมีความสุข

การปรับมุมมองในเรื่องความสุขเช่นนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบ จะทำให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องคุณธรรมขึ้นอย่างสำคัญ

ถ้าเรามองแต่ตัวเราเองอยู่เสมอ เราก็จะมองเห็นคนอื่นน้อย แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองโดยมองคนอื่นมากขึ้น พยายามเข้าใจและเข้าไปนั่งในหัวใจคนอื่น มองออกมาด้วยสายตาและหัวใจของเขาแล้ว นั่นก็คือสิ่งที่เรียกกันว่า empathy แต่ถ้าเรามองด้วยสายตาของเราอย่างเห็นอกเห็นใจเขามันก็เป็นเพียง sympathy เท่านั้นครับ