ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเมื่อสูงวัย โดยมองภาพรวมของประชากรไทยที่กำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว ณ วันนี้ คนไทยส่วนใหญ่มีอายุเข้าไปสู่วัยกลางคน
คือ กลุ่มประชากรไทยที่มีจำนวนมากที่สุดมีอายุประมาณ 35 ถึง 50 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มแก่ตัว และจะเริ่มมีสัญญาณเตือนว่าสุขภาพกำลังถดถอย เห็นได้จากผลของการตรวจสุขภาพประจำปีของตัวเอง เป็นต้น
ครั้งนี้ ผมจะขอนำ “ข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย” โดยหน่วยงานของรัฐ ผลการสำรวจดังกล่าวให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยที่ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาใช้ดูแลสุขภาพของตัวเราเอง ดังนั้น ครั้งนี้และในบทความสัปดาห์หน้า ผมจะขอนำผลการสำรวจดังกล่าวมาอ้างอิง ทำให้จะมีข้อมูลเชิงสถิติค่อนข้างมากครับ
ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงโรคมะเร็ง ซึ่งผมเชื่อว่าหลายคนคงจะกลัวเรื่องนี้ค่อนข้างมาก ตรงนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอัตราการตายของคนไทยจากโรคมะเร็งหลัก ดังนี้ สำหรับผู้ชายไทยนั้น มะเร็งตับและท่อน้ำดี เป็นมะเร็งที่มีอัตราการตายสูงสุด ตามมาด้วยมะเร็งปอด
โดยมะเร็งทั้ง 2 ยังมีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วง 10 ปีที่มีข้อมูล แต่มะเร็งที่ทำให้มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เพิ่มขึ้นจาก 4.9 คนต่อ 100,000 คนในปี 2555 มาเป็น 9.15 คน ในปี 2564
สำหรับผู้หญิงไทยนั้น การเสียชีวิตจากมะเร็งปอดและมะเร็งเต้านมยังอยู่ที่ระดับสูง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่มะเร็งที่ปากมดลูกทรงตัว ซึ่งสามารถลดลงได้อีกมากเพราะมีวัคซีนป้องกันโรคนี้ที่วัยรุ่นหญิงไทยน่าจะเข้าถึงได้มากขึ้นในวันนี้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้หญิงก็เพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นเดียวกับผู้ชาย แต่ระดับยังต่ำกว่าผู้ชาย
แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ การดูสถิติเกี่ยวกับ 20 อันดับของจำนวนปีที่สูญเสียไปจากการตายก่อนวัยอันควรรวมทุกเพศในประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลปี 2565 จะเห็นได้ว่า สาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 5 อันดับแรกคือ โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บบนท้องถนน โรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน และโรคไตเรื้อรัง
หากแยกการบาดเจ็บบนท้องถนนและการทำร้ายตัวเองออกไป ก็จะเห็นว่า คนไทยเสียชีวิตเพราะโรคต่างๆ 18 โรคในปี 2565 เท่ากับ 454,782 คน ผมแยกประเภทโรคออกมาเป็น 3 โรคหลักคือ โรคหลอดเลือด (เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจและเลี้ยงสมอง) โรคเบาหวาน-ไต และโรคมะเร็ง
ทำไมจึงเอาโรคเบาหวานไปร่วมกับโรคไต? เรามักจะเข้าใจว่าโรคไต เกิดขึ้นจากการกินเค็มมากเกินไป (ซึ่งทำให้ความดันโลหิตสูง และทำลายเส้นเลือดบางฯในไตที่ใช้กรองของเสีย) แต่การเป็นโรคเบาหวาน (คือภาวะดื้ออินซูลินที่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเกินไป) ก็เป็นการทำลายเส้นเลือดอย่างมากเช่นกัน
เมื่อผมลองถาม กูเกิล เอไอ ก็ได้รับคำตอบว่า สาเหตุลำดับแรกของการนำมาสู่โรคไตนั้น 44% เกิดจากการเป็นโรคเบาหวาน ตามมาด้วยโรคความดันโลหิตสูงอีก 23% ดังนั้น หากเราดูแลสุขภาพตัวเองใน 2 เรื่องหลักคือ คุมความดันและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ พร้อมกับการตรวจโรคมะเร็งเป็นประจำ ก็น่าจะลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตรวมกันได้มากถึง 68.0%
แล้วอะไรคือปัจจัยเสี่ยงพื้นฐานที่ทำให้เป็นโรคความดันและโรคเบาหวาน? คำตอบคือ การมีน้ำหนักตัวเกินและการเป็นโรคอ้วน ซึ่งต้องบอกว่า แนวโน้มในเรื่องนี้ของคนไทยน่าเป็นห่วงอย่างมาก คนไทยที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา มาจาก 34.7% ของจำนวนผู้ใหญ่ทั้งหมดในปี 2552 มา เป็น 45% ในปี 2568 โดยผู้หญิงเป็นโรคอ้วนมากถึง 47.7% ในปี 2568
ทั้งนี้ ท่านผู้อ่านสามารถคำนวณดัชนีมวลรวมของร่างกาย (BMI) ได้โดยการนำเอา น้ำหนักตัวหารด้วยความสูงยกกำลัง 2 เช่น กรณีของตัวผม น้ำหนักตัว 71 กิโลกรัม และสูง 1.67 เมตร ดังนั้น BMI ของผมจึงเท่ากับ 25.46 ซึ่งเข้าข่ายโรคอ้วนระดับหนึ่ง ทำให้ต้องระวังน้ำหนักตัวไม่ให้สูงไปกว่านี้
แต่ BMI คลาดเคลื่อนได้ เพราะน้ำหนักตัวที่มีมากอาจเกิดจากมวลกล้ามเนื้อที่สูงไม่ใช่ไขมัน ดังนั้น ตัวชี้วัดที่ดีกว่าคือ การวัดรอบเอว เพราะไขมันที่อันตรายที่สุดคือไขมันที่สะสมที่ท้อง เรียกว่า “ลงพุง” โดยเกณฑ์คือ รอบเอวของผู้ชายต้องไม่เกิน 34.5 นิ้ว และรอบเอวของผู้หญิงต้องไม่เกิน 31.4 นิ้วสำหรับคนเอเชีย
เรารู้กันดีว่า การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรนั้น ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Diseases หรือ NCDs) ประมาณ 70 ถึง 75% ซึ่งในส่วนนี้ ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ เป้าหมายของรัฐบาลไทยในการควบคุม NCDs เทียบกับ ข้อมูลจริง ณ ปัจจุบัน เรื่องนี้ผมจะขอนำไปเขียนต่อในสัปดาห์หน้าครับ





