สัปดาห์ที่แล้ว สื่อขอสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับเศรษฐกิจปีนี้หลังตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสี่ปีที่แล้วออกมาสูงกว่าที่ทุกฝ่ายคาด ผมชี้ว่าจำเป็นที่เศรษฐกิจต้องได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ เพื่อให้การฟื้นตัวที่กำลังดีขึ้นสามารถไปต่อได้
วันนี้จึงอยากให้ความเห็นเพิ่มเติมว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ควรมุ่งไปทางไหน เพื่อรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแก้ปัญหาโครงสร้างที่มี เป็นข้อคิดฝากให้รัฐบาลใหม่ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
การขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ร้อยละ 2.4 ถือเป็นการฟื้นตัวที่เข้มแข็ง ถ้าเจาะลึก เศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นเป็นผลจากสองปัจจัย การส่งออกและการใช้จ่ายภาครัฐ
การส่งออกขยายตัวร้อยละ 18 ในเดือนธันวาคมเพราะไตรมาสสี่เป็นช่วงการส่งออก และสินค้าที่ไทยผลิตเช่น เกษตร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อยู่ในความต้องการของตลาด แต่ที่มีผลมากต่อเศรษฐกิจคือ การใช้จ่ายภาครัฐโดยเฉพาะการลงทุนที่ขยายตัวร้อยละ 13 ในเดือนธันวาคม ดึงให้การลงทุนภาคเอกชนเริ่มกระเตื้อง
และที่โดดเด่นคือนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านโครงการพลัสต่างๆ ที่ทำให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.3 เดือนธันวาคม ส่วนการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล ขณะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่นซบเซา สินเชื่อขยายตัวร้อยละ 0.7 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ ชี้ถึงกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ
ประเด็นที่เศรษฐกิจไตรมาสสี่ชี้ให้เห็น คือ เศรษฐกิจโดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนสามารถตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจที่ตรงจุดได้อย่างดี ดังนั้น ถ้านโยบายเศรษฐกิจในแนวดังกล่าว คือ กระตุ้นตรงจุดพร้อมรักษาวินัยการคลัง สามารถยืนระยะได้ โอกาสที่เศรษฐกิจจะขยายตัวสูงขึ้นก็มีสูง
นี่คือเหตุผลอธิบายว่าทำไมราคาหุ้นจึงปรับตัวดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง เพราะนักลงทุนประเมินว่าถ้ารัฐบาลใหม่มีเสียงสนับสนุนมาก รัฐบาลมีเสถียรภาพ และนโยบายเศรษฐกิจในแนวดังกล่าวสามารถยืนระยะต่อไปได้ เศรษฐกิจปีนี้ก็จะขยายตัวสูงขึ้น เงินทุนต่างประเทศจึงไหลเข้าและหุ้นปรับสูงขึ้น
ในเรื่องนี้ผมมองว่าการฟื้นตัวที่ดีขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เศรษฐกิจเราขณะนี้มีปัญหามาก ทั้งอัตราการขยายตัวที่ตํ่า ผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่สูง ภาคอุตสาหกรรมไม่ปรับตัวเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี สังคมสูงวัย และการทุจริตคอร์รัปชันรุนแรง เหมือนคนที่ป่วยหลายโรคที่ต้องรักษาแก้ไขจริงจัง
ทั้งระยะสั้นคือเรื่องปากท้อง และระยะยาวคือการปฏิรูปเศรษฐกิจ คําถามคือเราจะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาและ Jump start คือติดเครื่องเศรษฐกิจให้เกิดผลจริงจัง ให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีต่อเนื่องช่วงสี่ปีข้างหน้า ภายใต้ทรัพยากรการเงินและการคลังของประเทศที่มีจำกัด
เรื่องนี้ผมอยากฝากข้อคิดสองข้อ ข้อแรก ปัญหามีมากแต่กำลังในการแก้ไขมีน้อย ประเด็นนี้ อยากให้นึกถึงประวัติศาสตร์คือ สงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่หนึ่ง ที่พม่าส่งกำลังกว่า 140,000 คนเข้าตีกรุงรัตนโกสินทร์ เดินทัพมาทั้งทางเหนือ ใต้ ตะวันตก รวมเป็นเก้าทัพ สยามตอนนั้นมีกำลังเพียง 70,000 กว่าคน
และแทนที่จะตั้งรับพม่าในทุกจุด กลับทุ่มกำลังเกือบหมดสู้ทัพหลวงพม่าที่เข้ามาทางตะวันตกจนได้รับชัยชนะ เมื่อทัพหลวงแพ้ ทัพพม่าก็ปั่นป่วนและถอยกลับในที่สุด
เช่นกัน ในการแก้เศรษฐกิจ ถ้าเราทุ่มทรัพยากรและแก้ไขจริงจังในจุดที่สำคัญที่สุดจนสำเร็จ ปัญหาอื่นๆ ก็จะผ่อนคลาย เช่น ถ้าทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงขึ้น ประชาชนมีรายได้ ชําระหนี้ได้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนก็จะคลี่คลายไปเอง
ข้อคิดที่สอง การทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่าเศรษฐกิจไทยช่วงห้าสิบปีที่ผ่านมา ช่วงที่ขยายตัวได้ดี ต่อเนื่อง และปลอดภัยจะมาจากปัจจัยต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ใช่การกระตุ้นของรัฐ เช่น วิกฤติการณ์น้ำมันโลกปี 1970s เศรษฐกิจขยายตัวโดยได้ประโยชน์จากเงินส่งกลับของแรงงานไทยที่ไปทำงานที่ตะวันออกกลาง
ช่วงปี 1980s เงินเยนแข็งค่า ญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตเข้าไทย มีเงินลงทุนทางตรง (FDI) เข้ามา เศรษฐกิจเติบโตมาก จนถูกเรียกเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย
ช่วงปี 1990s เศรษฐกิจโตด้วยการกู้ต่างประเทศของภาคธุรกิจ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บูมแต่จบด้วยวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997 ช่วงปี 2000s และต่อมา การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วงปี 2010 เศรษฐกิจโตด้วยการก่อหนี้ของภาคครัวเรือน กระตุ้นโดยนโยบายรัฐที่จูงใจให้ประชาชนซื้อบ้านซื้อรถ
หลังโควิดคือปี 2021 ถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจโตด้วยการกระตุ้นและการก่อหนี้ของภาครัฐ เห็นได้ว่า การก่อหนี้ไม่ว่าโดยเอกชน ครัวเรือน หรือรัฐ จะไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและปลอดภัย ที่ดีกว่าคือรายได้และการลงทุนจากต่างประเทศ
จากข้อคิดนี้ ในความเห็นผม นโยบายเศรษฐกิจช่วงต่อไปควรมีสามองค์ประกอบ 1.นโยบายระยะสั้นที่ดูแลเรื่องปากท้อง เช่น นโยบายพลัสต่างๆที่อัดฉีดเงินตรงจุดและรักษาวินัยการคลัง มีการปรับโครงสร้างหนี้ต่อเนื่องเพื่อแก้หนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งหมดทำโดยใช้โครงสร้างทางการเงินที่ประเทศมีและการร่วมแชร์ภาระระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้
2.เลือกปัจจัยที่จะ jump start เศรษฐกิจ ซึ่งในความเห็นผม การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสุด โดยวางเป้าให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่สำคัญของโลกในสี่ปี นี่คือจุดที่ทัพหลวงไทยต้องให้ความสำคัญ
เพราะประเทศมีความพร้อมในเรื่องนี้แทบทุกด้าน ทั้งตําแหน่งที่ตั้ง การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ความเป็นกลางในการเมืองระหว่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิม ข้อตกลงการค้าเสรีที่เรามีกว่า 17 ฉบับ
ความน่าอยู่และค่าครองชีพในไทย และประชากรหนุ่มสาวที่มีทักษะด้านดิจิทัล ที่เป็นปัญหาและเป็นสิ่งที่ทำให้การลงทุนต่างประเทศไม่เข้าไทยคือ สิ่งที่เราทำขึ้นเองเพื่อปกป้องผู้เล่นในประเทศ ทั้งมาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี กฎหมายการค้า และระบบงานราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพและรั่วไหล โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน
3.ปฏิรูปเศรษฐกิจ เริ่มโดยปรับเปลี่ยนทุกอย่างในภาครัฐและระบบราชการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้ไทยผงาดขึ้นเป็นศูนย์ห่วงโซ่อุปทานของโลกให้ได้
ทั้งเปิดเสรีธุรกิจเพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดต้นทุนการผลิต เช่น พลังงาน ปฏิรูปกระบวนการทำงานของหน่วยราชการโดยใช้ดิจิทัลเพื่อให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพ จัดหาข้าราชการที่สามารถเข้าทำหน้าที่ และปราบระบบคอร์รัปชันที่มีอยู่ในกระทรวงเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศอย่างจริงจัง ให้หมดไป เพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศมั่นใจ
นี่คือ สิ่งที่ทัพหลวงไทยต้องทำ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ประเทศไทยจะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ปัญหาอื่นๆ จะคลี่คลาย ไม่ต่างกับกรุงรัตนโกสินทร์ที่เข้มแข็งและเติบโตต่อเนื่องหลังสงครามเก้าทัพ





