วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ยุคที่ใคร ๆ ก็มี IO เป็นของตัวเอง

ยุคที่ใคร ๆ ก็มี IO เป็นของตัวเอง

คำว่า Information Operations (IO) นั้นพื้นเพเป็นศัพท์ทางทหาร หมายถึง การใช้ข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลาย หรือก่อกวนฝ่ายตรงข้าม โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้ององค์กร/รัฐบาลต้นสังกัด

แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารล้นทะลักห้วงทศวรรษ 2010s พร้อมๆ กับขีดความสามารถของ Generative AI ที่ขยายตัวขึ้นในทศวรรษถัดมา ส่งผลให้คำว่า IO กลายเป็นศัพท์ที่แพร่หลาย และ ‘เอื้อมถึงได้’ ในโลกประชาชนมากขึ้น ตราบที่ผู้นั้นมี ‘วิชา’ ในการหยิบฉวยทักษะด้านการทำ IO ออกมาใช้ 

ดังจะเห็นได้จากกรณีศึกษาในประเทศมหาอำนาจทางตอนเหนือของเอเชียที่ประชาชน 1 คนบริหารบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ปลอมในโทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 100 เครื่องโดยมี AI เป็นผู้ช่วย (Troll farm/Content mill) อาจกล่าวได้ว่า

การทำ IO ในยุคนี้ ต้นทุนไม่ได้สาหัสมากนักเมื่อเทียบกับ 10-20 ปีที่ผ่านมา ทุกคนจึงควรสลัดมายาคติที่ว่า IO คือ ปฏิบัติการที่ต้องเกิดขึ้นในศูนย์บัญชาการห้อมล้อมไปด้วยทีมงานนั่งจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ในห้องหนึ่ง ๆ ร่วมสิบหรือร้อยคนได้แล้ว

แน่นอน เมื่อ IO กลายเป็นเครื่องมือที่ต้นทุนต่ำลง ย่อมมีตัวแสดงนอกภาคการทหารนำไปประยุกต์ใช้จนเกร่อ โดยเฉพาะหลายพรรคการเมืองที่ต้องวิวัฒนาการรินำกระบวนยุทธ์การใช้ข่าวสารไปก่อกวนคู่แข่งทางการเมืองเพื่อความอยู่รอดจนกลายเป็นบรรทัดฐานขนาดย่อมไปแล้ว ด้วยตรรกะ ‘ของมันใกล้มือ’ 

ยิ่งถ้าว่ากันตามการรับรู้ของประชาชนทั่วไปที่ส่วนมากเข้าใจความหมายของ IO ในฐานะการมีทีมเฝ้าระวัง/ติดตามเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจสร้างผลกระทบด้านลบต่อองค์กรผลัดเวรกันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมการนำข้อมูลอีกชุดหนึ่งไปตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม/คู่แข่งฯ โดยใช้ทั้งบัญชีหลัก และบัญชีที่ไม่เกี่ยวโยงกับต้นสังกัด ในฐานะมาตรการเชิงรับขั้นพื้นฐานนั้น ยิ่งปฏิเสธได้ยาก

เพราะในทางปฏิบัติ แนวโน้มสำหรับพรรคการเมืองระดับแถวหน้าที่มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ และทีมงาน ‘ด้านสื่อ’ เป็นของตัวเองจะใช้กลไก IO เป็นเครื่องมือจึงค่อนข้างสูง

หากมีองค์การระหว่างประเทศมาเสนอทุนทำข่าวเชิงสืบสวนให้แก่นักข่าวไทยทำการวิเคราะห์-แยกแยะสาแหรกตามชุมชนสื่อสังคมออนไลน์ไทย เช่น Facebook ว่าแต่ละบัญชีปลอมเชื่อมกลับไปถึงพรรคการเมืองใดบ้าง คงเป็นรายงานที่น่าติดตามไม่น้อย

ตามที่ได้เสนอไปข้างต้น จะเห็นว่าวาทกรรมเกี่ยวกับ IO มันถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในไทยไปแล้ว แม้ในหลายองค์กรจะยังเลี่ยงบาลีด้วยการใช้คำเรียกที่ดูเป็นมิตรมากขึ้น เช่น ทีมหลังบ้าน/สื่อสังคมออนไลน์ (ที่เมื่อก่อนอาจจะมีบทบาทด้านธุรการออนไลน์เท่านั้น) หรือในบางบริษัทอาจใช้ชื่อ แผนกรับมือวิกฤติ (Crisis Response) 

ข้อบ่งชี้ประการหนึ่งที่สนับสนุนความเป็นไปได้ดังกล่าว คือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีในการติดตามกระแสบนโลกออนไลน์ (Social Listening) ที่เกือบทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงได้ กล่าวโดยพื้นฐานที่สุด ขณะนี้ไม่ใช่แค่พรรคการเมือง หรือภาคเอกชนเท่านั้น

แต่หมายรวมถึงหน่วยงานภาครัฐ และองค์กรภาคประชาสังคมต่างก็มีการจัดวางทีมงานสำรวจความคิดเห็น/กระแสที่สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรับมือกับกระแสด้านลบที่มีต่อองค์กรต้นสังกัดของตนไม่ต่างกัน (ส่วนจะตอบโต้ด้วยบัญชีจริงหรือกองทัพบัญชีปลอมก็อยู่ที่การออกแบบของทีมงานกลุ่มนั้น ๆ…) 

อย่าว่าแต่องค์กรขนาดใหญ่เลย ศาสตร์การใช้สื่อสังคมออนไลน์หรือบุคคลที่สามเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลง ชี้นำกระแส รวมถึงกำหนดแนวทางการรับรู้ของประชาชนมีให้เห็นได้ทั่วไปแม้กระทั่งในธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SMEs)

เมื่อใดกระแสด้านลบก่อตัวมากเข้า เถ้าแก่ที่รู้งานก็มักไม่รอช้ารีบจ้างขบวน Influencers ระดับ Micro ทั้งหลายให้พากันถล่มสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเนื้อหาชุดใหม่เพื่อปรับสมดุลภาพลักษณ์แก่ธุรกิจของผู้ว่าจ้างกันแล้ว

ดังนั้น การมาชี้หน้าพาดพิงกันถึงพฤติกรรมการทำ IO คงไม่ใช่หนทางที่ได้ประโยชน์อันใดนัก เนื่องจากหลักการในตัวมันเองก็ชัดเจนอยู่ว่า ‘IO’ คงไม่มีผู้ใดยอมรับโดยง่าย ยิ่งมาในยุคที่ IO ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นหนึ่งในฐานะมาตรการเชิงรับขององค์กร

เช่นเดียวกัน การไปเรียกร้องหาความโปร่งใส หรือธรรมาภิบาลจากผู้ที่ทำ IO หรือ Crisis Response แล้วอ้างว่าเป็นเพียง Social Listening เล็กน้อย ยิ่งยากไปใหญ่ หากไม่มีเหตุบังเอิญ (Deus Ex Machina) แบบเมื่อต้นทศวรรษ 2020s ที่ Meta ใช้กลไกพิเศษของแพลตฟอร์ม Facebook เข้าแทรกแซงเพื่อสกัดการทำ IO ของกองทัพบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

กล่าวมาถึงจุดนี้ อาจพอเห็นภาพแล้วว่าปัญหานั้นมีทางแก้ที่พอเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่มีอุปสรรคในทางเทคนิคอยู่พอสมควร สิ่งที่ควรตระหนัก คือ ระบบการขายโฆษณาของแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ถูกออกแบบมาเพื่อขยายการเข้าถึงให้แก่ผู้ใช้งานเป็นหลัก

ในมิตินี้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำ IO จึงมีสถานะไม่ต่างจากลูกค้า ส่งผลให้กลไกที่ค่อนข้างเสรี (มากเกิน) นี้นำไปสู่ความเสี่ยงที่ผู้ใช้งานหลายกลุ่มตั้งแต่ภาคการเมือง เอกชนไปจนถึงเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์จะเข้ามาหาผลประโยชน์จากแพลตฟอร์ม

การที่แพลตฟอร์มจะใช้กลไกพิเศษเข้าแทรกแซงโดยบังเอิญแบบในอดีตนั้นแทบเป็นไปได้น้อยมาก ยิ่งเมื่อพิจารณาจากรายงานของ Reuters เมื่อปี 2025 ที่ว่าสื่อสังคมออนไลน์บางแพลตฟอร์มมีรายได้จากการขายพื้นที่โฆษณาออนไลน์แก่กลุ่มผู้มีกิจการสีเทา (Prohibited Ads)

คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ก็พอช่วยสะท้อนถึงระดับแรงจูงใจในการแก้ปัญหา IO ของแพลตฟอร์มได้ชัดขึ้นว่าเหตุใด IO จึงไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้ง่าย ๆ