คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perception Index: CPI) ปีล่าสุดทำให้คนไทยหลายคนคงสะดุ้งไม่น้อย เพราะประเทศไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 อยู่ในอันดับ 116 ของโลก
และหล่นมาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียน ภาพที่สะท้อนออกมาไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึกหรือชื่อเสียงในสายตานานาชาติ แต่คือสัญญาณเตือนว่าต้นทุนแฝงของการคอร์รัปชันกำลังกัดกร่อนศักยภาพของประเทศอย่างเงียบ ๆ โดยเฉพาะในมิติที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การลงทุน และการแข่งขัน
เพราะสิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่แค่คะแนนลดลงจากปีก่อนหน้า แต่คือองค์ประกอบที่ตกหนักในกลุ่ม มุมมองนักลงทุนและภาคเอกชน โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านความสามารถในการแข่งขันซึ่งลดลงอย่างมาก สะท้อนว่าโลกธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ทำให้การทำธุรกิจในไทยไม่ราบรื่นอย่างที่ควรจะเป็น
ทั้งความไม่แน่นอนของกติกา ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดจากคอร์รัปชันเสมอไป แต่อาจอยู่ในรูประบบที่เปิดช่องให้ต่อรองจนเกิดความรู้สึกว่าใครเข้าถึงอำนาจรัฐมากกว่าก็ได้เปรียบกว่า
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศวลีคุ้นหู ที่มีองค์ประกอบสำคัญคือประสบการณ์ตรงของผู้ประกอบการและนักลงทุน ตั้งแต่ขั้นตอนขออนุญาตเริ่มธุรกิจ การขอใบอนุญาตเฉพาะต่าง ๆ ขั้นตอนการนำเข้า–ส่งออก ไปจนถึงการเข้าถึงข้อมูลและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
หากกระบวนการเหล่านี้ซับซ้อนเกินจำเป็น ใช้ดุลยพินิจมากเกินไป โอกาสการทุจริตก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และที่สำคัญคือ ทำให้คนที่ทำตามกติกากลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สิ่งที่ประเทศเสียไปจึงไม่ใช่แค่เงินรั่วไหล แต่คือพลังของการแข่งขันอย่างเป็นธรรมที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจเติบโตได้จริง
หากต้องเลือกเส้นทางที่ยั่งยืนเพื่อให้คะแนนภาพลักษณ์ดีขึ้นเร็วที่สุด หนึ่งในคำตอบคือการยกระดับความสะดวกในการลงทุน การตัดวงจรทุจริตจำนวนมากสามารถทำได้ด้วยการทำให้กระบวนการติดต่อกับภาครัฐ “เรียบง่ายและตรวจสอบได้”
เช่น ลดจำนวนใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน กำหนดระยะเวลาการอนุมัติที่ชัดเจน ใช้ระบบออนไลน์แบบเบ็ดเสร็จ เป็นต้น เมื่อกระบวนการโปร่งใสและคาดการณ์ได้ โอกาสการเรียกรับผลประโยชน์กับความเสี่ยงของนักลงทุนก็จะลดลงตามไปด้วย
การสร้างความเสมอภาคที่แท้จริงในการลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจของการแข่งขัน ประเทศที่แข็งแรงไม่ใช่ประเทศที่ดึงดูดทุนได้มากที่สุดอย่างเดียว แต่เป็นประเทศที่ทำให้ผู้เล่นทุกราย “แข่งด้วยกติกาเดียวกัน” อย่างแท้จริง การผูกขาด การใช้อำนาจตลาดแบบไม่เป็นธรรม และการเอื้อประโยชน์ผ่านช่องโหว่เชิงนโยบายหรือกฎระเบียบ ล้วนทำให้ตลาดบิดเบี้ยวและฉุดคะแนนความน่าเชื่อถือของประเทศลง
เพราะนักลงทุนมองเห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่เศรษฐกิจโลก แต่อยู่ที่โครงสร้างในประเทศที่อาจทำให้การลงทุนไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้นทางด้วย
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ระบบเศรษฐกิจถูกปรับให้คล่องตัวขึ้น หากปราศจาก “เจตจำนงทางการเมือง” ในการปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐให้โปร่งใส คะแนนก็ยากจะฟื้นอย่างมั่นคง เพราะปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้เกิดเฉพาะในขั้นตอนการอนุญาต
แต่เกิดในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้งบประมาณ การบังคับใช้กฎหมาย และการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ การทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลรัฐได้ง่ายและเป็นระบบจึงเป็นอีกกลไกคานอำนาจที่ลดโอกาสการทุจริตได้จริง
ท้ายที่สุด คะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชันไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของประเทศ แต่มันคือกระจกที่สะท้อนความเชื่อมั่น หากไทยต้องการกลับมาแข่งได้เต็มแรง เราต้องทำให้การทำธุรกิจและการลงทุนเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เป็นธรรม และโปร่งใส เมื่อการแข่งขันกลับมาอยู่บนฐานกติกาที่เท่ากัน ต้นทุนแฝงของคอร์รัปชันจะลดลง และแต้มต่อของไทยในเวทีโลกก็จะค่อย ๆ กลับคืนมาอย่างยั่งยืน





