วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

คอร์รัปชันกัดกินประเทศไทย | Now and Beyond

คอร์รัปชันกัดกินประเทศไทย | Now and Beyond

ในเวลาที่สังคมกำลังชุลมุนอยู่กับผลการเลือกตั้งว่านับใหม่หรือไม่นับใหม่ นับเขตไหนหรือนับทั่วประเทศและใครทุจริต ประเทศไทยก็ถูกจัดอันดับ CPI (Corruption Perceptions Index) 2025

ให้อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก โดยได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนน เกือบจะต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 

นี่เป็นอีกดอกหนึ่งที่ประจานว่าประเทศไทยถูกกัดกินด้วยทุจริตคอร์รัปชัน ด้อยพัฒนาในความสะอาดโปร่งใสและธรรมาภิบาล แม้แต่การเลือกตั้งยังทำให้บริสุทธิ์ไม่ได้ เมื่อตั้งต้นด้วยการเมืองที่ขาดความสุจริต ทั้งประเทศจึงถูกครอบงำด้วยปัญหาคอร์รัปชันอย่างไม่สิ้นสุด ไม่เพียงการเมืองในระดับประเทศ ปัญหาทุจริตแทรกซึมไปถึงระดับท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง 

ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ การทุจริตประพฤติมิชอบได้หยั่งรากไปจนถึงระดับบุคคลในสังคม ที่เห็นว่าเรื่องคอร์รัปชันเป็นเรื่องธรรมดา เกิดทัศนคติว่า คนโกงแต่ทำงานก็ยอมรับได้ โกงแล้วแบ่งก็ไม่เป็นไร เมื่อปัญหานี้แพร่กระจายไปอย่างเป็นระบบ จึงยากมากที่จะจัดการด้วยมาตรการปกติโดยทั่วไป โดยเฉพาะหากรัฐบาลและนักการเมืองไม่มีเจตจำนงที่แน่วแน่

รัฐบาลตระหนักบ้างไหมว่าคอร์รัปชันในวงราชการที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะตั้งแต่ 30-40% นั้นได้สร้างเคราะห์กรรมให้กับชาวบ้านตาดำๆ อย่างไร ลูกศิษย์คนหนึ่งทำอาชีพติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารเล่าว่าไปประมูลงานโรงเรียนยังโดนครูเรียกใต้โต๊ะ หน่วยงานรัฐประพฤติมิชอบใช้งบไปดูงานทั้งที่รู้ดีว่าไปเที่ยว

บางที่แม้มีนโยบายห้ามไปดูงานก็กลับเอาไปแฝงไว้ในงบจ้างเอกชนทำวิจัยไปโน่นเลย เมื่อความอุบาทว์ลามไปทั่วประเทศขนาดนี้ เราจะสอนเยาวชนกันอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร และจะมีใครมาลงทุนเพราะเขาพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “Thailand is too complicated” ไร้ความตรงไปตรงมา

 

นายกรัฐมนตรีเห็นคะแนนคอร์รัปชันแล้วจะรำพึงเพียงว่า “ไม่สบายใจ” ไม่ได้ แต่ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนและเร็วที่สุดที่จะจัดการกับเรื่องนี้ ให้ประชาชนหวังได้บ้างว่าแม้จะเอาพรรคที่มีประวัติด่างพร้อมเข้ามาร่วมรัฐบาลก็ควรจะประกาศเจตจำนงที่ชัดเจน

ว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรที่เป็นรูปธรรรมและต้องใช้ยาแรง เพราะคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกมานานปีนั้นไม่สามารถรักษาด้วยยาแก้ไข้อีกต่อไป

เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เอาจริงเอาจังกับปัญหาคอร์รัปชันมากที่สุดในเอเชีย ปี 2568 เวียดนามได้คะแนนการรับรู้คอร์รัปชัน 41 จาก 100 คะแนน อยู่ที่อันดับ 81 จาก 182 ประเทศซึ่งดีเกินหน้าไทยไปมากแล้ว ที่จริงทั้งไทยและเวียดนามได้คะแนน 36 คะแนนเท่ากันในปี 2563 หรือเมื่อ 6 ปีก่อน 

แต่เวียดนามใช้มาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดปราบปรามคอร์รัปชันจนไต่อันดับขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกๆ ปี ในขณะที่ประเทศไทยมีอันดับที่ถดถอยลงไปเรื่อยๆ ทุกปี ชี้ชัดว่าปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยไม่เคยลดลงกลับเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ มาดูว่าเวียดนามทำอะไร เผื่อประเทศไทยจะเอามาเป็นตัวอย่าง 

อย่างแรกผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์แห่งเวียดนามประกาศมาตรการที่ขอแปลแบบดุเดือดว่า “เตาไฟบรรลัยกัลป์” (Blazing Furnace) เมื่อปี 2559 เพื่อเอาจริงกับคอร์รัปชัน ความหมายคือเตาไฟหากร้อนสุดขีด ต่อให้ใส่ฟืนเปียกๆ เข้าไปก็ไหม้เป็นจุณได้

มาตรการนี้ประกาศกร้าวว่าไม่มีใครรอดหากคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะใหญ่โตเพียงใด คอร์รัปชันหมดได้หากทุกฝ่ายจริงจัง งานนี้เวียดนามพุ่งเป้าไปที่ข้าราชการระดับกลางและระดับสูง ในที่สุดข้าราชการหลายร้อยคนถูกจับเข้าคุก รัฐมนตรี สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และนักธุรกิจหลายคนถูกประหารชีวิต

นอกจากนั้นยังให้อำนาจหน่วยงานตรวจสอบกลางในการตรวจสอบคอร์รัปชันในทุกระดับ ทั้งตรวจสอบสมาชิกพรรค ตรวจสอบการบริหารราชการ รวมถึงให้อำนาจกระทรวงความมั่นคงสาธารณะในการดำเนินการลงโทษอย่างเฉียบขาด

ยังมีการแก้กฎหมายต่อต้านคอร์รัปชัน บังคับการแสดงบัญชีทรัพย์สิน เข้มงวดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน คุมเข้มการจัดซื้อจัดจ้างในราชการและรัฐวิสาหกิจ และเพิ่มโทษโดยเฉพาะคดีทุจริตรายใหญ่

ที่สำคัญคดีต่างๆ เกี่ยวกับทุจริตถูกพิจารณาและดำเนินการอย่างรวดเร็วและเปิดเผยต่อสาธารณชน เข้าทำนอง “เชือดไก่ตัวโตให้ลิงดู” เพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาล สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาในสายตาประชาชน และเพื่อข่มขวัญคนที่คิดจะโกงไปพร้อมๆ กัน

นักวิจารณ์มองว่าเพราะระบบการปกครองของเวียดนามรวมศูนย์ที่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ จึงเอื้อต่อการใช้มาตรการต่างๆ ที่รวดเร็วและเฉียบขาด ซึ่งอาจจะไม่สามารถทำได้มากเท่าในประเทศอื่นที่มีระบอบการเมืองที่แตกต่างออกไป แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่แค่มาตรการเฉียบขาดที่ดูเหมือนเป็นแคมเปญระยะสั้นข้างต้นเท่านั้น

รัฐบาลเวียดนามยังดำเนินการปรับปรุงเชิงโครงสร้างด้วย เช่น การปฏิรูประบบราชการ การควบรวมหน่วยงานราชการ ส่งผลให้อันดับการรับรู้คอร์รัปชันของประเทศเวียดนามดีขึ้นตลอด 6 ปีที่ผ่านมาจากความชัดเจนในเจตจำนงทางการเมือง (political will) ที่ทุกฝ่ายปรารถนาจะเห็นในประเทศไทย

แม้จะมีหลายพรรคการเมืองเสนอทางแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชันในนโยบายหาเสียงที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งการ Digitization ระบบการขออนุญาตต่างๆ ของราชการ เพื่อลดการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การเพิ่มโทษ การเปิดให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและเป็นปากเสียง 

แต่ตราบใดที่รัฐบาลยังไม่เอาจริงเอาจังหรือทุ่มเทอย่างหนักในเรื่องนี้ และทุกกระบวนการยังเต็มไปด้วยความอืดอาดล่าช้า ขาดความชัดเจนโปร่งใส มีขั้นตอนที่ยืดยาวจนเปิดโอกาสให้มีการวิ่งเต้นเป่าคดี ทุกอย่างก็จะลงเอยแบบเดิมคือตื่นเต้นกันทีเมื่อคะแนนรับรู้การคอร์รัปชันถูกปล่อยออกมาให้อับอายไปทั่วโลก

เขียนแบบฟันธงไว้ล่วงหน้าเลยก็ได้ว่า ปีหน้าประเทศไทยจะมีอันดับดัชนีคอร์รัปชันตกต่ำไปกว่าปีนี้แน่นอน เพราะดูรัฐบาลใหม่ที่เต็มไปด้วยบ้านใหญ่ ทั้งพรรคแกนนำและพรรคร่วมล้วนไม่น่าไว้ใจด้วยกันทั้งนั้น