จากสถานการณ์ของโลกยุคปัจจุบันทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศทำให้เราเห็นพลวัตของโลกยุคปัจจุบันที่เผชิญกับภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน "จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ" (Turning Point)
ที่มีความเสี่ยงเชิงอุบัติการณ์สูง และสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยในปัจจุบันติดอยู่ใน ฉากทัศน์เศรษฐกิจเติบโตต่ำ (Low-growth Scenario) จากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถดถอยเข้าสู่ ฉากทัศน์ถดถอย (Regressive Scenario)
หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบอย่างฉับพลัน ร่างกรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) เป็นเข็มทิศเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการ "เพิ่มผลิตภาพ (Productivity)" เพื่อเป็นคานงัดหลัก (Main Leverage Point) ในการพลิกฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางแรงปะทะจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ
โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การยกระดับ "ทุนมนุษย์" และ "โครงสร้างสังคม" เพื่อเป็นฐานรากที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในฉากทัศน์ใหม่ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ จากการได้อ่านและการสังเคราะห์แกนกลางยุทธศาสตร์: 5 เสาหลัก ของร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการจัดทำแผนเชิงพรรณนาไปสู่ "แผนที่เน้นการปฏิบัติจริง (Action-Oriented Approach)"
โดยมุ่งเน้นความชัดเจนของเป้าหมาย (Vision) การสร้างแนวร่วม (Alignment) และการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ (Execution) ผ่าน 5 เสาหลัก (T-R-U-S-T) โดยมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้
1) Transform (การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ): มุ่งเพิ่มผลิตภาพในภาคการผลิตเดิมและยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (New Engines) พร้อมลดขนาดเศรษฐกิจนอกระบบเพื่อให้ SMEs เข้าสู่ระบบการแข่งขันที่เท่าเทียม
2) Reform (การปฏิรูปภาครัฐ): เปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม (Regulator) เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) เร่งรัดการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ธรรมาภิบาลเพื่อขจัดการทุจริต
3) Upgrade (การยกระดับทุนมนุษย์): พัฒนาทักษะที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ (Outcome-based Skills) เพื่อรองรับประชากรในวัยแรงงานที่มีแนวโน้มลดลง และสร้างสวัสดิการที่มั่นคงตลอดช่วงชีวิต
4) Sustain (การบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม): ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Tools) เพื่อการอนุรักษ์ การจัดการปัญหา PM 2.5 อย่างเด็ดขาด และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก
5) Transfer (การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม): ลงทุนในระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ เสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพ (NQI) และบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นเพื่อให้เสาหลักเหล่านี้ทำงานอย่างทรงพลัง แผนฯ 14 ได้ยึดถือหลักคิดนำทาง 4 ประการ (Productivity, Inclusivity, Adaptability, Immunity) ซึ่งสอดประสานกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) โดยมองว่า Productivity คือเครื่องยนต์ขับเคลื่อน
ขณะที่ Inclusivity คือ เกราะป้องกันความไม่สงบทางสังคม ส่วน Adaptability และ Immunity คือกลไกสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในทุกมิติ
ในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านการพัฒนาชุมชนและสังคม จึงขอวิเคราะห์ในกรอบของการพัฒนามนุษย์ สังคมและชุมชนที่มีปรากฎอยู่ในร่างแผน 14 ซึ่ง ในการยกระดับผลิตภาพของประเทศ "คน" คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด หากปราศจากทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพและชุมชนที่มีภูมิคุ้มกัน การเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusivity) ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
โดยดึงประเด็นการพัฒนาจากเนื้อหาสำคัญจากแผน 14 และนัยยะต่อความมั่นคงทางสังคมและนโยบาย ประกอบด้วย 1) การยกระดับทุนมนุษย์ (Upgrade Human Capital) มุ่งเน้นการมีประชากรในขนาดที่เพียงพอรองรับการพัฒนา และปรับการศึกษาเป็นรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์
ส่วนนัยยะเชิงยุทธศาสตร์ คือ การแก้โจทย์โครงสร้างประชากรสูงวัยไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวน แต่คือการเพิ่ม "ผลิตภาพต่อหัว" เพื่อรักษาฐานรายได้ประชาชาติ
2) ความยั่งยืนและคุณภาพชีวิต (Sustain Resources) การจัดการปัญหา PM 2.5 ขยะและของเสียอย่างเป็นระบบ และการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสิ่งแวดล้อม นัยยะเชิงยุทธศาสตร์ คือ การลดมลพิษ การลดภาระทางการคลังด้านสาธารณสุขในระยะยาว และเป็นการสร้างความมั่นคงทางสุขภาวะของสังคม
3) การสร้างภูมิคุ้มกันระดับฐานราก (Immunity & Adaptability) ส่งเสริมสวัสดิการที่มั่นคงและการเข้าถึงสิทธิในระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมอย่างมีคุณภาพ นัยยะเชิงยุทธศาสตร์ คือ การสร้าง Safety Net ที่แข็งแกร่งช่วยลดความเปราะบางของครัวเรือนต่อภาวะวิกฤต ป้องกันการตกหล่นของกลุ่มเปราะบาง
และ 4) การพัฒนาพื้นที่และชุมชน (Inclusivity) การกระจายโอกาสและความมั่งคั่งผ่านกลุ่มจังหวัด 18 กลุ่ม และการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระดับพื้นที่ นัยยะเชิงยุทธศาสตร์ คือ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท ป้องกันปัญหาการย้ายถิ่นฐานและปัญหาสังคมในเมืองใหญ่
ดังนั้น ธีมที่โดดเด่นในส่วนนี้คือการเตรียมความพร้อมต่อ สังคมสูงวัย (Aging Society) ซึ่งแผน 14 ไม่ได้มองว่าเป็นเพียงปัญหาด้านสวัสดิการ แต่เป็นโอกาสในการ Reskilling และ Upskilling แรงงานทุกช่วงวัย เพื่อสร้าง "เงินปันผลทางประชากรครั้งที่สอง" ให้เกิดขึ้น
แม้ร่างกรอบแผน 14 จะมีความคมชัดในเชิงวิชาการและการมีส่วนร่วม แต่บทเรียนจากแผน 13 สะท้อนให้เห็นถึง ช่องว่างของการนำไปปฏิบัติ ซึ่งปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ "ตัวแผน" แต่อยู่ที่ "กลไกการขับเคลื่อน" ดังนี้
1) ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน จากการที่หน่วยงานรัฐดำเนินงานตามภารกิจของตนเองโดยขาดพลังร่วมเชิงระบบ หากแผน 14 ไม่สามารถทลายพรมแดนระหว่างกระทรวงได้ เป้าหมาย "จุดคานงัด" ย่อมจะกลายเป็นเพียงกิจกรรมย่อยที่กระจัดกระจาย
2) การขาดกลไกเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น เศรษฐกิจนอกระบบ หรือการปฏิรูปการศึกษา ต้องการ "แรงจูงใจ" และ "ข้อจำกัด" ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของภาคีการพัฒนา แผน 14 จำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างจูงใจที่ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่
และ 3) ความสมดุลระหว่างวิสัยทัศน์และการจัดสรรทรัพยากร แผนมุ่งเป้าไปที่ผลลัพธ์ (Outcome) แต่ระบบงบประมาณของไทยยังยึดติดกับผลผลิต (Output) ซึ่งอาจทำให้โครงการที่มีผลกระทบสูง (High Impact Initiatives) ไม่ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ
ดังนั้น ความสำเร็จของแผน 14 จึงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนผ่านจากแผนเชิงเอกสารไปสู่แผนที่สร้างความรับผิดชอบร่วมกัน (Accountability) และการคำนึงถึงแรงจูงใจของภาคเอกชนและภาคประชาชน และภาคประชาสังคมเป็นสำคัญ
สุดท้ายผู้เขียนขอให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนแผนพัฒนาของประเทศไทยในอนาคตเพื่อให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 บรรลุผลสัมฤทธิ์และนำประเทศไทยไปสู่ฉากทัศน์ใหม่ ขอเสนอข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้
1) ระดับโครงสร้าง ต้องเร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย อย่างเด็ดขาดเพื่อลดต้นทุนทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะกฎระเบียบที่ขวางกั้น SMEs และการส่งเสริม "กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา" ให้เป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม
2) ระดับสังคมและชุมชน ควรพิจารณาบูรณาการระบบสวัสดิการ ให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเดียวกัน (Big Data) เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองทางสังคม และเร่งสร้างกลไกเศรษฐศาสตร์ที่จูงใจให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการ PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม
3) ระดับกลไกการขับเคลื่อน ต้องปรับเปลี่ยนระบบการติดตามและประเมินผล จากการรายงานความสำเร็จตามตัวชี้วัดกิจกรรม ไปสู่การประเมินผลสัมฤทธิ์เชิงผลลัพธ์ (Outcome-based Accountability) ที่เชื่อมโยงกับระบบงบประมาณและบทลงโทษหรือรางวัลของหน่วยงานภาครัฐอย่างแท้จริง
โดยสรุปแล้ว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยในการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างถาวร การมุ่งเน้นที่การเพิ่ม "ผลิตภาพ" ควบคู่กับการพัฒนา "ทุนมนุษย์" อย่างเป็นระบบ คือ ทางออกเดียวที่จะนำพาประเทศไปสู่ฉากทัศน์ที่มีการเติบโตสูงและมีภูมิคุ้มกัน
ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ "วิสัยทัศน์ (Vision)" ถูกเปลี่ยนเป็น "แนวร่วม (Alignment)" และนำไปสู่ "การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ (Execution)" โดยภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน และไม่ทำงานแบบแยกส่วน และมองเห็นเป้าหมายเดียวกันในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทย





