วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เมื่อคอร์รัปชันเบ่งบาน อย่าลืม 'สีขาว' ในธงชาติไทย

เมื่อคอร์รัปชันเบ่งบาน อย่าลืม 'สีขาว' ในธงชาติไทย

สัปดาห์ที่แล้ว อันดับของประเทศไทยในดัชนีการรับรู้การทุจริต ปี 2025 ประกาศโดยองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศหรือ TI ร่วงลงอย่างรวดเร็ว คะแนนลดลงเหลือ 33 จากร้อย ตํ่ากว่าลาว

อันดับร่วงลง 9 อันดับในปีเดียว จาก 107 ปี 2024 เป็น 116 ปีที่แล้ว แสดงถึงสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศที่รุนแรงขึ้นมาก เป็นผลโดยตรงของระบบคอร์รัปชันที่ประเทศมีที่โยงกับระบบอำนาจในสังคมที่การใช้อำนาจนับวันจะเลวร้ายมากขึ้น 

ผู้มีอำนาจสามารถใช้อำนาจโดยไม่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ไม่มีการลงโทษเอาผิดจริงจัง สร้างแรงจูงใจให้การทุจริตคอร์รัปชันเบ่งบาน นี่คือ ความเห็นผม ซึ่งถ้าไม่แก้ไข คอร์รัปชันสีดําครองประเทศ ไม่มีสีขาว ประเทศไทยคงป่วยติดเตียงแน่นอนช่วงห้าปีข้างหน้า ถ้าคอร์รัปชันพุ่งไม่หยุดแบบนี้ นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

อันดับและคะแนนการรับรู้คอร์รัปชันประเทศไทยปีที่แล้ว ชี้ถึงสถานการณ์คอร์รัปชันในภาครัฐไทยที่เลวร้ายแบบไม่เคยมีมาก่อน ถ้ามองย้อนกลับปีที่แล้ว ข่าวการทุจริตคอร์รัปชันหรือเหตุการณ์ที่อาจเกี่ยวโยงกับการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศเรามีเต็มไปหมด

ทั้งในภาคการเมือง ข้าราชการ ผู้รักษากฎหมายและองค์กรอิสระ เช่น กรณีตึกถล่ม การเลือกตั้ง สว. ที่ต้องมีการสอบสวน การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง การลงทุนของหน่วยงานรัฐที่เป็นข่าว ทุนเทาที่โยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ และการทุจริตของข้าราชการระดับท้องถิ่น

ทั้งหมดชี้ถึงคอร์รัปชันที่มีในทุกระดับ ทำกันเป็นระบบ แพร่หลาย บางกรณีชี้ถึงคอร์รัปชันแบบเครือข่ายที่อาจมีผู้นำ (Elites) ในภาคการเมืองและธุรกิจเกี่ยวข้อง ข่าวเหล่านี้แพร่ไปทั่วโลก ทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยในแง่ความซื่อตรง ทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองไทย

และทำลายความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ล่าสุด คนไทยร้อยละ 88 ที่ TI สํารวจ เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐเป็นปัญหาใหญ่

TI อธิบายการลดลงของคะแนนการรับรู้คอร์รัปชันของไทยปีที่แล้วว่ามาจากสามปัจจัย 1.เศรษฐกิจ ที่คะแนนประเมินของสองดัชนี คือ EIU country rating และ IMD World competitive Yearbook ลดลง

เป็นผลจากเศรษฐกิจขยายตัวตํ่า ความสามารถในการแข่งขันลดลง ไม่มีการปฏิรูป รายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่มีจํากัด ต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์เพื่ออยู่รอด

2.ระบบประชาธิปไตย การบริหารประเทศ และการบังคับใช้กฎหมายแย่ลง สะท้อนจากคะแนนในดัชนี Bertelsmann Transformation ของไทยที่ลดลง ดัชนีนี้วัดคุณภาพการบริหารประเทศ ความก้าวหน้าของประชาธิปไตย การบังคับใช้กฎหมาย และธรรมาภิบาลภาครัฐ ซึ่งของไทยแย่ลง

โดยเฉพาะแนวโน้มที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอมากขึ้น ธรรมาภิบาลภาครัฐลดลง ความไม่รับผิดรับชอบของคนระดับผู้นำ และความไม่โปร่งใสในการใช้เงินของนักการเมือง

3.การขาดภาวะผู้นำที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาของไทยมาตลอดโดยเฉพาะในภาคการเมือง ที่ไม่มีผู้นำที่เป็นนักการเมืองสนใจที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง

ผมเห็นด้วยกับทั้งสามเหตุผลของ TI แต่สำหรับประเทศไทย ที่ต้องตระหนักคือ คอร์รัปชันประเทศเราเป็นแบบโครงสร้าง ไม่ใช่การทำผิดเป็นครั้งคราว เป็นพฤติกรรมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างอำนาจและระบบแรงจูงใจที่ถูกสร้างขึ้นในสังคม จะเรียกว่า วงจรอุบาทว์ของอำนาจก็ว่าได้

วงจรนี้คือ ระบบคอร์รัปชันที่ประเทศเรามี ที่ผู้มีอำนาจสามารถใช้อำนาจที่สังคมมอบหมายให้หาประโยชน์บนความเสียหายของประเทศ วงจรนี้เริ่มต้นที่การเมือง

ในบ้านเรา นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งกันเรื่องอุดมการณ์หรือเพื่อบริหารหรือแก้ปัญหาประเทศ แต่แข่งกันให้ได้จำนวน สส. มากสุด เพื่อให้ได้นั่งโต๊ะเจรจาตั้งรัฐบาล เจรจาเอาตำแหน่ง เอากระทรวง รวมถึงอำนาจและผลประโยชน์ที่จะตามมา

นักการเมืองจึงต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์ มันนี่โพลิติก อิทธิพลบ้านใหญ่และข้าราชการในพื้นที่ เพื่อให้ชนะเลือกตั้ง นี่คือ ที่มาของนักการเมือง ทั้งหมดมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเอาคืน

จุดที่สองคือ ระบบราชการที่นักการเมืองเมื่อเป็นรัฐบาลเข้ามาใช้อำนาจ นี่คือ พื้นที่ที่การหาประโยชน์เกิดขึ้น เพราะนักการเมืองใช้อำนาจตามตำแหน่งหาประโยชน์ในพื้นที่นี้ ทั้งจากการอนุมัติไม่อนุมัติ การตั้งใจทำหน้าที่หรือเมินเฉย การดูแลเงินในกํากับทั้งในและนอกงบประมาณ

ซึ่งอาจทำเองหรือผ่านเครือข่ายหรือระบบอุปถัมภ์ที่สร้างไว้ ข้าราชการก็เช่นกัน อาจใช้อำนาจตามตําแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ขนานไปด้วย นี่คือพื้นที่ที่การทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้รุนแรงมาก ตัวเลข TI ชี้ว่าร้อยละ 24 ของผู้ติดต่อราชการเพื่อรับบริการจากภาครัฐช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาต้องจ่ายสินบน

จุดที่สามคือ การบังคับใช้กฎหมาย คนทุจริตทุกคนกลัวกฎหมาย กลัวถูกจับถูกลงโทษ แต่ถ้าผู้นำไม่สนใจแก้ปัญหา รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะปราบคอร์รัปชัน และระบบการบังคับใช้กฎหมายของประเทศอ่อนแอ คอร์รัปชันก็เบ่งบาน ประเทศเราเข้าลักษณะนี้

ระบบยุติธรรมของประเทศถูกวิจารณ์ว่าขาดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายน้ำ กลายเป็นคอขวดของการแก้ปัญหา ไม่สามารถลงโทษคนผิดได้ เมื่อคนทำผิดไม่ถูกเอาผิดไม่ถูกลงโทษ คอร์รัปชันก็เติบโต

จุดสุดท้ายคือ การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญต้องตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองและข้าราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย สุจริต เที่ยงธรรม เป็นเครื่องมือที่ถ่วงดุลการใช้อำนาจของนักการเมืองและระบบราชการ สังคมไทยปัจจุบันตั้งคําถามมากเรื่องความโปร่งใสและความน่าไว้วางใจขององค์กรอิสระ

ทั้งจากการทำงานและบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่  เพราะถ้าองค์กรอิสระไม่อิสระในการทำหน้าที่ มีนาย หรือเลือกปฏิบัติ การถ่วงดุลการใช้อำนาจของนักการเมืองและข้าราชการก็จะหายไป คอร์รัปชันก็ยิ่งเติบโต

นี่คือสี่จุดที่ติดต่อกันเป็นวงจรอุบาทว์ เป็นระบบการทุจริตคอร์รัปชันของภาครัฐที่ประเทศเรามี เป็นผลผลิตของการใช้อำนาจของนักการเมือง ระบบราชการที่พร้อมตอบสนอง ระบบการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกทำให้อ่อนแอเพื่อไม่ให้ตรวจสอบ

และการไม่ทำหน้าที่อย่างอิสระขององค์กรอิสระ ยิ่งอำนาจของฝ่ายการเมืองมีมาก พลวัตของวงจรอุบาทว์ก็ยิ่งกระชับ การทุจริตคอร์รัปชันยิ่งโจ้งแจ้งและเติบโต นี่คือสีดําที่สังคมไทยไม่ต้องการ

ที่หวังคือ รัฐบาลมีนโยบายที่จะปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันและทำอย่างจริงจัง ที่สังคมต้องการคือ “สีขาว” หมายถึงความบริสุทธ์ ความสะอาด ความดีงาม ศาสนา คือการรักษาศีล ไม่โกง ไม่โกหก ไม่ทุจริต ไม่หลอกประชาชน ไม่คอร์รัปชัน เป็นสีที่คนไทยทั้งประเทศต้องการ

 

เมื่อคอร์รัปชันเบ่งบาน อย่าลืม 'สีขาว' ในธงชาติไทย