วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เรียนง่าย จบไว แต่ตกงานเร็ว  วงจรอุบาทว์อุดมศึกษาไทยในยุคเอไอ

เรียนง่าย จบไว แต่ตกงานเร็ว  วงจรอุบาทว์อุดมศึกษาไทยในยุคเอไอ

ช่วงสัปดาห์นี้ผมได้ไปร่วมงานสัมมนาเครือข่ายกลุ่มด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ของสถาบันอุดมศึกษาไทย ทำให้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายแห่ง รวมถึงปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และได้ยินเรื่องที่น่าตกใจเรื่องหนึ่ง คือ สาขาวิทยาศาสตร์อาหาร (Food Science) ที่เคยเป็นสาขาสำคัญของประเทศ กำลังต้องปิดตัวในหลายมหาวิทยาลัย เพราะไม่มีนักศึกษามาเรียน ทั้งที่ไทยได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” และอุตสาหกรรมอาหารเป็นเสาหลักเศรษฐกิจ แต่กลับไม่มีนักศึกษาสนใจเข้าเรียน

ปลัดกระทรวง อว. บอกว่าปัญหานี้เกิดขึ้นจริงทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ สาขาอย่าง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เกษตร และวิทยาศาสตร์อาหารนักศึกษาลดลงน่าใจหาย หลายมหาวิทยาลัยมีนโยบายปิดตัว สาเหตุหลัก คือ เด็กไม่อยากเรียนอะไรที่ยาก ทั้งที่ความจริงแล้วจบสาขาเหล่านี้มีโอกาสได้งานทำค่อนข้างสูง

ผมมองว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่าแค่ “เด็กเลือกเรียนผิดสาขา” มันคือวงจรอุบาทว์ที่กำลังทำลายขีดความสามารถประเทศ เริ่มต้นจากเด็กจบ ม.ปลายมีพื้นฐานคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อ่อน ผลสอบ PISA เด็กไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD และแนวโน้มยิ่งแย่ลงตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เมื่อพื้นฐานไม่ดี เข้ามหาวิทยาลัยก็รับมือวิชา STEM ไม่ไหว

ขณะเดียวกัน จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเร็ว จากเดิมมากกว่าล้านคนต่อปี เหลือแค่ประมาณห้าแสนกว่าคน และผู้จบ ม.6 ที่จะเข้าระบบอุดมศึกษาก็ลดลง

มหาวิทยาลัยบางแห่ง จึงต้องแย่งตัวนักศึกษา บางแห่งไม่มีวิธีดึงดูดเด็กที่ดีกว่าการทำให้หลักสูตร “เรียนง่ายขึ้น จบเร็วขึ้น” หรือหลักสูตรที่มีชื่อการตลาดดีแต่เนื้อหาไม่เพียงพอประกอบวิชาชีพใดๆ แม้แต่สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่ดูน่าจะเป็นหลักสูตรที่น่าสนใจ บางมหาวิทยาลัยถึงขั้นตัดวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานจำนวนมากออกจากหลักสูตร เพื่อให้เด็กไม่ต้องเจอวิชาที่ยากอาจทำให้สอบตก และออกกลางคัน

เรื่องนี้ผมเห็นข้อมูลที่น่าตกใจ มหาวิทยาลัยชั้นนำบางแห่งยกเลิกรายวิชาพีชคณิตเชิงเส้น จากวิชาบังคับ บางแห่งลดหน่วยกิตวิชาแกนลงจาก 30 เหลือ 21 หน่วยกิต ตัดภาคปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ออก โดยให้เหตุผลว่าเป็นการปรับให้ “ทันสมัย” และ “สอดคล้องกับตลาดแรงงาน” แต่ผมมองว่านี่คือชัยชนะชั่วคราวบนความเสี่ยงถาวร

ทำไมผมถึงกังวลมาก เพราะในยุคเอไอที่เทคโนโลยี Machine Learning และ Deep Learning กำลังเปลี่ยนโลก รากฐานของเอไอทั้งหมด คือ คณิตศาสตร์ ที่จำเป็นต้องมีพื้นฐานและเข้าใจหลักการเชิงลึก ถ้าหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์ตัดวิชาเหล่านี้ออก เราจะผลิตได้แค่ “ผู้ใช้เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ผู้สร้างนวัตกรรม”

ผมเคยเขียนไว้ในคอลัมน์นี้ว่า เอไอเก่งขึ้นทุกวัน โมเดลใหม่ออกมาเป็นรายสัปดาห์ สามารถเขียนโปรแกรม เขียนเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูล ทำงานแทนคนได้มากขึ้นเรื่อยๆ คำถามคือ ในเมื่อเอไอเขียนโค้ดแทนคนได้แล้ว คนที่มีแค่ทักษะการเขียนโค้ด โดยไม่มีพื้นฐานคณิตศาสตร์จะถูกเอไอแย่งงานไปก่อนเพื่อน เพราะไม่สามารถเข้าใจและออกแบบอัลกอริทึมที่ซับซ้อน และไม่สามารถออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ได้

สิ่งที่น่ากังวลเป็นอย่างมาก คือ สาขาที่เด็กเลือกเรียนเพราะง่าย อย่างบริหารธุรกิจทั่วไป สื่อสาร การตลาด จะเป็นสาขาที่มีแนวโน้มการจ้างงานที่ลดลง และเป็นสาขาที่เอไอจะเข้ามาทำงานแทนได้เร็วที่สุด เช่น งานด้านเอกสารที่ซ้ำซาก การเขียนเอกสาร งานธุรการ หรือแม้แต่ด้านออกแบบกราฟิก เอไอทำได้หมดแล้ว กลับกัน สาขาที่ขาดคนอย่างวิทยาศาสตร์อาหารที่ต้องการทักษะเชิงประสาทสัมผัส การทดลองในห้องแล็บ ความเข้าใจด้านชีวเคมีเชิงลึก กลับเป็นสิ่งที่เอไอยังทำแทนไม่ได้

การที่เด็กเลือกเรียนสาขาง่ายๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะคิดว่าเรียนจบมาก็พอ พวกเขาให้ความสำคัญกับใบปริญญามากกว่าความรู้ที่แท้จริง ทั้งๆ ที่ในยุคเอไอ โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว เราควรเน้นมีความรู้มากกว่า เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้ง่าย เราจะเรียนจากที่ไหนก็ได้ ยิ่งมีเอไอก็ทำให้สามารถสร้างการเรียนรู้แบบปรับให้เหมาะรายบุคคล (Personalized Learning) และเราเองต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ตลอดจนทุกคนต้องพร้อมปรับอาชีพตัวเองได้ตลอดเวลาในอนาคต รวมถึงต้องมีการ Upskill/Reskill อยู่สม่ำเสมอ

ผมได้ยินอาจารย์บางท่านกล่าวแบบติดตลกว่า “Personalized Learning จะเกิดขึ้นได้ถ้านักศึกษาเรียน แต่ปัญหาคือ เขาไม่เรียน”

ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่าไทยมีสัดส่วนแรงงาน STEM เพียง 3.5% ของกำลังแรงงานทั้งหมด ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศรายได้สูงที่มีสัดส่วน 10-20% และรายงาน Thailand AI Readiness Assessment 2025 โดย UNESCO ร่วมกับหน่วยงานไทยระบุว่าไทยมีช่องว่างบุคลากรเอไอสูงถึง 80,000 คน มีผู้เชี่ยวชาญดิจิทัลระดับสูงเพียง 1% ของประชากร เทียบกับสิงคโปร์ที่มี 8% ขณะที่เวียดนามซึ่งมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจต่ำกว่าไทย กลับมีคะแนน PISA สูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD และกำลังเร่งสร้างความเข้มแข็งด้าน STEM อย่างจริงจัง

การที่เด็กไทยเลือกเรียนสาขาที่ง่ายและเลี่ยง STEM ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังเร่งสร้างความเข้มแข็งในวิชาเหล่านี้ จะส่งผลให้ในระยะยาว ไทยสูญเสียความสามารถดึงดูดลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงให้เพื่อนบ้านที่มีกำลังคนพร้อมกว่าและมีพื้นฐานวิชาการที่เข้มข้นกว่า สัญญาณนี้เริ่มชัดเจนขึ้นจากการที่ธุรกิจไอทีและเอไอในเวียดนามมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าระหว่างปี 2566 ถึง 2567

ผมเชื่อว่า ถ้าเราไม่แก้ปัญหานี้ ไทยตกอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลางทางปัญญา” กลายเป็นแค่ผู้บริโภคเอไอ จ่ายค่าบริการรายเดือนให้บริษัทต่างชาติ แต่ไม่มีความสามารถพัฒนาเอไอที่ตอบโจทย์เฉพาะของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการประมวลเอไอด้วยภาษาไทยคุณภาพสูง เอไอสำหรับการเกษตร หรือเอไอสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

ระบบอุดมศึกษาไทยกำลังอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่เด็กเลือกเรียนง่าย แล้วส่งผลให้มหาวิทยาลัยปรับตัวตามความต้องการ (นักศึกษา) แทนที่จะตามตลาด (แรงงาน) ทำให้สาขาสำคัญทยอยปิด สุดท้ายประเทศสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนระดับวิกฤตที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและเป็นระบบ

ทางออกไม่ใช่แค่บอกให้เด็กไปเรียน STEM แต่ต้องปรับทั้งระบบ ระยะสั้นทุกหลักสูตรแม้แต่สังคมศาสตร์ควรมีทักษะเอไอ ทักษะข้อมูล การคิดเชิงสถิติ เป็นวิชาบังคับ ระยะกลางต้องสร้างแรงจูงใจเชิงนโยบาย ให้ทุนเต็มจำนวนสำหรับสาขาขาดแคลน เปลี่ยนระบบจัดสรรงบให้มหาวิทยาลัยให้สอดคล้องความต้องการแรงงาน ไม่ใช่ตามจำนวนหัวนักศึกษา

ระยะยาวต้องปฏิรูปหลักสูตรแกนกลาง ม.ปลาย ให้เน้นการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) มากกว่าการท่องจำ และมหาวิทยาลัยต้องเลิก “ลดเนื้อหา” ตัดวิชายากๆ ออก แต่เปลี่ยนเป็น “เพิ่มกระบวนการสนับสนุน” เช่น มีหลักสูตรปรับพื้นฐานคุณภาพสูงสำหรับเด็กที่พื้นฐานอ่อน

สรุปแล้ว ความง่ายในการจบการศึกษาอาจดูเหมือนทางออกสำหรับมหาวิทยาลัยและนักศึกษาในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันคือ ยาพิษที่ทำลายอนาคตของเยาวชนและขีดความสามารถของประเทศ ในยุคที่เอไอเก่งขึ้นทุกวัน ประเทศที่มีแต่บัณฑิตที่ “เรียนจบง่าย” จะกลายเป็นประเทศที่ถูกเอไอแทนที่ได้ง่ายเช่นกันครับ