ผมเริ่มศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพอย่างจริงจัง เมื่ออายุ 56 ปี ก่อนหน้านั้น ผ่านชีวิตเกี่ยวกับสุขภาพและการงานของตัวเองมาดังนี้
วัยเด็กจนถึงประมาณ 14 ปี ไม่สนใจ-ไม่รู้เรื่องสุขภาพ เพราะคุณพ่อและคุณแม่ดูแลให้ทั้งหมด
วัยหนุ่ม อายุ 15 ถึง 30 ปี พยายามทำให้ร่างกายแข็งแรง หวังว่าจะเล่นกีฬาเก่งขึ้น แต่ไม่ดูแลร่างกาย นอกจากนั้นยัง “ใช้ร่างกายเปลือง” เพราะร่างกายตอบสนองได้เสมอ “เป็นอะไรเดี๋ยวก็หาย”
วัยกลางคน 31 ถึง 50 ปี มุ่งทำงานให้ก้าวหน้า สร้างสถานะทางการเงินและเลี้ยงดูครอบครัวให้เพียงพอ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ตรวจสุขภาพผลออกมาแย่ลงเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยเข้าใจผลการตรวจ และจำรายละเอียดไม่ได้
สูงวัย 51 ปีถึงปัจจุบัน ปล่อยให้สุขภาพทรุดโทรมลงไปอีก 5 ปี ถึงอายุ 56 ปี จึงจะค่อยมาศึกษาเรื่องสุขภาพให้มีความรู้ที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองได้ แต่ร่างกายก็ถดถอยไปมาก จึงเสียดายโอกาสที่จะทำได้ดีกว่านี้มาก หากเริ่มดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเป็นระบบตั้งแต่อายุ 30 ปี
พร้อมกันนี้ ผมเห็นสถิติภาพรวมประชากรไทยในปี 2567 ค่อนข้างจะสูงวัยมากแล้ว กล่าวคือ ในเชิงของกลุ่มอายุ ประชากรไทยที่มีจำนวนมากที่สุดสำหรับผู้ชาย คือกลุ่มที่มีอายุ 45-49 ปี 2.49 ล้านคน และสำหรับผู้หญิงคือ กลุ่มที่มีอายุ 50-54 ปี 2.67 ล้านคน
(จากจำนวนประชากรไทยทั้งหมดคือ 65.95 ล้านคนในปี 2567 ซึ่งลดลง 101,405 คนจากปี 2566 เพราะมีคนเกิดประมาณ 460,000 คน แต่มีคนตายประมาณ 560,000 คน)
ที่มา: รายงานสถิติรายปีประเทศไทย พ.ศ.2568
บางคนจะจำได้ว่า มีงานวิจัยของต่างประเทศที่พบว่า มนุษย์เรานั้นไม่ได้แก่ตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่าๆ กันทุกปี แต่จะแก่ตัวลงเร็วแบบฮวบฮาบตอนอายุ 44 ปี และอีกครั้งตอนอายุ 60 ปี
คือ สามารถวัดได้ว่า ร่างกายทรุดตัวลงอย่างมากเมื่ออายุ 44 และ 60 ปี ในส่วนของการเผาผลาญ การทำงานของฮอร์โมน การถดถอยของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดจนความเสื่อมถอยของระบบเส้นเลือดหัวใจและผิวหนังกับกล้ามเนื้อ เป็นต้น
ดังนั้น ผมจึงมีความเห็นว่าคนไทยควรหันมาให้ความสำคัญในลำดับต้นๆ กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง เพราะหากดูจากสถิติประชากรไทยข้างต้น คนไทยที่อายุตั้งแต่ 44 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนรวมกันประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และสัดส่วนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีก 20 ปี ข้างหน้า
สำหรับ ชาย-หญิงไทยที่อายุ 60 ปีหรือมากกว่า ซึ่งเป็นอายุที่ร่างกายจะถดถอยลงอย่างรวดเร็วอีกครั้งหนึ่งนั้น มีจำนวนประมาณ 13.4 ล้านคน คนกลุ่มนี้ยิ่งจะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างจริงจัง หมายความว่า ควรดูแลร่างกายไม่ให้เจ็บไข้และดูแลร่างกายให้แข็งแรง
โดยจะหวังพึ่งพาการรักษาโรคจากคุณหมอและระบบสาธารณสุขของรัฐหากจำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะปัจจุบันระบบสาธารณสุขก็กำลังรับภาระหนักเพิ่มขึ้นทุกปี
จากการศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของผมในช่วง 13 ปีที่ผ่านมานั้น มีเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจส่วนหนึ่ง ดังนี้
1.คนอายุ 65 ปีหรือมากกว่า หากหกล้มไปครั้งหนึ่งแล้ว ในอีก 12 เดือนมีโอกาส 50-65% ที่จะหกล้มอีกครั้ง หากหกล้มจนบาดเจ็บและต้องเข้าโรงพยาบาล โอกาสที่จะเสียชีวิตในอีกหนึ่งปีต่อมาอาจสูงถึง 30%
2.หลังจากอายุประมาณ 35 ปี การสูญเสียกล้ามเนื้อ (muscle mass) และการเสื่อมถอยลงของกำลังกาย (strength) จะเริ่มขึ้น การสูญเสียกล้ามเนื้อกับความเสื่อมถอยลงของกำลังกายจะเร่งตัวขึ้นอย่างมากหลังจากอายุ 60 ปีเป็นต้นไป
3.ในประเทศพัฒนาแล้ว (ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้กับความเป็นอยู่ของคนไทยที่มีฐานะดี) สาเหตุการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสำหรับกลุ่มคนอายุ 45-64 ปี ในอันดับแรกคือ การเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง ตามมาด้วยโรคหัวใจ
4.มนุษย์เรามีโอกาสเป็นโรคมะเร็ง (ตั้งแต่เกิดจนตาย – life-time risk) ประมาณ 25% ในสหรัฐ โอกาสเป็นโรคมะเร็ง (life-time risk) เท่ากับ 39% (สำหรับผู้ชาย 40% สำหรับผู้หญิง 38%)
5.แต่ “ข่าวดี” คือ ข้อมูลของสหรัฐ พบว่า อัตราการรอดชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็ง 5 ปีหลังจากการวินิจฉัยโรคเพิ่มขึ้นจาก 49% ในปี 2518-2520 มาเป็น 70% ในปี 2558-2564 เพราะตรวจพบเร็วขึ้น และการรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ”ข่าวร้าย” คือ ผู้หญิงอายุน้อยเริ่มเป็นมะเร็งมากขึ้น และการเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ในคนอายุน้อยก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น
หลังจากนั้น T-cell ก็จะถูกใช้ต่อสู้กับเชื้อโรค ทำให้จำนวน naïve T-cells เหลือน้อยลง โดยเฉพาะหลังจากอายุ 60 ปี
7.พฤติกรรมที่จะกอบกู้สุขภาพได้มากที่สุดคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ งานวิจัยเมื่อปี 2565 สรุปว่า การจะลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากทุกสาเหตุให้มากที่สุด ทำได้โดยการออกกำลังกายมากกว่ามาตรฐานที่แนะนำอีก 1-2 เท่าตัว
กล่าวคือ ควรออกกำลังกายแบบเข้มข้นปานกลาง (moderate exercise) สัปดาห์ละ 300-600 นาที หรือ ออกกำลังกายแบบเข้มข้นมาก (vigorous exercise) สัปดาห์ละ 150-300 นาที





