เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ที่สั่นสะเทือนแวดวงสาธารณสุขและนโยบายของโลกขึ้น เมื่อรัฐสภาสหราชอาณาจักรผ่านร่างกฎหมาย “Tobacco and Vapes Bill” ในวาระแรก ด้วยแนวคิดที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีมา
นั่นคือการสร้าง “สังคมปลอดบุหรี่” (Smokefree Generation) ผ่านการห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบให้กับบุคคลที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไปตลอดชีวิต
ก้าวย่างที่เด็ดขาดนี้จุดประกายคำถามสำคัญ ไม่เพียงแต่ในมิติของสุขภาพ แต่ยังท้าทายหลักการพื้นฐานทางกฎหมายและเสรีภาพอย่างลึกซึ้ง คำถามสำคัญคือ แนวคิดที่ดูเหมือนจะเป็น “ยาแรง” เพื่ออนาคตนี้ เมื่อมองผ่านแว่นของกฎหมายและพิจารณาในบริบทสังคมไทย จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด
ในบริบทของกฎหมายอังกฤษ: ไม่มีประเด็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ แต่ย่อมท้าทายประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
ก่อนจะตอบคำถามข้างต้น เราต้องเข้าใจภูมิทัศน์ทางกฎหมายอันเป็นเอกลักษณ์ของสหราชอาณาจักรก่อน ประเทศนี้ไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรฉบับเดียว แต่ยึดถือหลัก “อำนาจอธิปไตยของรัฐสภา” (Parliamentary Sovereignty) เป็นที่สุด
หมายความว่ากฎหมายใด ๆ ที่ผ่านกระบวนการของรัฐสภาถือเป็นกฎหมายสูงสุด และศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัยให้เป็นโมฆะได้ ดังนั้น หากตอบตามตัวอักษร กฎหมายห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับนี้จึง ”ไม่มีประเด็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญ" แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม สมรภูมิการต่อสู้ที่แท้จริงจะย้ายไปอยู่ที่ “พระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1998” (Human Rights Act 1998) ซึ่งกลุ่มนักกิจกรรมจะใช้เป็นเครื่องมือท้าทายกฎหมายที่เกิดขึ้นผ่านรัฐสภา โดยมีข้อโต้แย้งหลัก 2 ประการ คือ
1) การละเมิดสิทธิในชีวิตส่วนตัว (Article 8) ผ่านประเด็นการลิดรอนเสรีภาพในการตัดสินใจของบุคคลที่บรรลุนิติภาวะ และ 2) การเลือกปฏิบัติภายใต้เหตุแห่งอายุ (Article 14)
ทั้งสองประการเป็นข้อโต้แย้งที่ทรงพลังในฐานะการมีสิทธิผ่านการตัดสินใจเลือกของปัจเจกชน เช่นนี้ บริบททางกฎหมายใหม่สร้างสิ่งที่เรียกว่า “เส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างช่วงเวลาเกิด” ให้เกิดขึ้นในสังคม หมายความว่า คนเกิดก่อนและหลังวันที่ 1 มกราคม 2552 จะมีสิทธิในการเข้าถึงการบริโภคที่ไม่เท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าศาลมีแนวโน้มจะเข้าข้างรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่าการจำกัดสิทธินั้น “ได้สัดส่วนและมีเหตุผลอันควร” เพื่อเป้าหมายด้านสาธารณสุขที่สำคัญยิ่งยวด
ในบริบทกฎหมายไทย: กำแพงรัฐธรรมนูญและบริบททางสังคม
เมื่อพลิกกลับมามองที่ประเทศไทย การจะนำโมเดลกฎหมายลักษณะนี้มาบังคับใช้ให้เกิดขึ้นจริงต้องเผชิญกับ “กำแพง” สำคัญหลายชั้น ชั้นที่สำคัญที่สุดคือ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560” ซึ่งแตกต่างจากของสหราชอาณาจักรโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นกฎหมายสูงสุดที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบและวินิจฉัยให้กฎหมายเป็นโมฆะได้
ปราการด่านสำคัญต่อมา คือ “มาตรา 27” ที่บัญญัติถึงหลักความเสมอภาคและห้ามการเลือกปฏิบัติ โดยระบุชัดเจนว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล...เพราะเหตุแห่ง...อายุ...จะกระทำมิได้” กฎหมายที่ระบุใช้ “วันเดือนปีเกิด” เป็นเกณฑ์แบ่งแยกสิทธิในการซื้อสินค้าที่ถูกกฎหมายของพลเมืองที่บรรลุนิติภาวะแล้ว
จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยมีเหตุผลด้านอายุอย่างตรงไปตรงมา และยากจะหาเหตุผลมาอธิบายถึง “ความเป็นธรรม” ได้
นอกจากนี้ “มาตรา 26” ยังวางกรอบการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้อย่างเข้มงวดว่าต้องเป็นไปตาม “หลักความได้สัดส่วน” เท่านั้น ซึ่งการห้ามขายอย่างถาวรอาจถูกมองว่าเกินกว่าเหตุ เมื่อเทียบกับมาตรการอื่นที่ยังมีอยู่ เช่น การขึ้นภาษี หรือการบังคับใช้กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มีอยู่แล้วให้เข้มงวดขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น บริบททางสังคมและเศรษฐกิจของไทยยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น บทบาทของ “การยาสูบแห่งประเทศไทย” ที่เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งมีหน้าที่ผลิตและจำหน่ายยาสูบ การออกกฎหมายเพื่อกำจัดลูกค้าในอนาคตจึงเป็นความย้อนแย้งเชิงนโยบายอย่างที่สุด อีกทั้งยังมีกลุ่ม “เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ” ที่เป็นฐานเศรษฐกิจและมีพลังต่อรองทางการเมืองสูง
และบริบทที่สำคัญ คือ ปัญหา “บุหรี่เถื่อน” ที่รุนแรงอยู่แล้วของสังคมไทย การตัดช่องทางการซื้อที่ถูกกฎหมายของคนรุ่นใหม่ มีแต่จะผลักให้พวกเขาหันเข้าหาตลาดมืดที่ควบคุมไม่ได้และอันตรายต่อตัวผู้บริโภคยิ่งกว่าเดิม
ข้อดี-ข้อเสีย: อนาคตที่สดใสบนความไม่เท่าเทียม?
หากเราลองสมมติว่ากฎหมายดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย ผลที่จะตามมามีทั้งด้านบวกและลบที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างยิ่ง
ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้ คือเป้าหมายสูงสุดในระยะยาว นั่นคือการสร้างคนไทยรุ่นใหม่ที่ปลอดจากพันธนาการของนิโคตินโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศได้อย่างมหาศาลในอนาคต และเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยั่งยืน
แต่ข้อเสียที่ตามมานั้นรุนแรงและกระทบต่อรากฐานของสังคม ดังนี้ ประการแรก คือ การสร้าง “พลเมืองสองมาตรฐาน” อันถูกกฎหมายปฏิบัติแตกต่างกันเพียงเพราะปีเกิดส่วนบุคคล ซึ่งสั่นคลอนหลักนิติรัฐและความเสมอภาค
ประการที่สอง คือ “การเติบโตแบบก้าวกระโดดของตลาดมืด” ที่จะทำให้การควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมายทำได้ยากขึ้นและอาจนำไปสู่ปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ ตามมา ประการสุดท้าย คือ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจ” ต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งรัฐยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน
กล่าวโดยสรุป แม้แนวคิด “สังคมปลอดบุหรี่” ของสหราชอาณาจักรจะเป็นวิสัยทัศน์ด้านสาธารณสุขที่น่าชื่นชม แต่เมื่อนำมาวางบนโต๊ะวิเคราะห์ภายใต้บริบทของกฎหมายและสังคมไทย จะเห็นได้ว่าอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำแพงรัฐธรรมนูญว่าด้วยหลักความเสมอภาค ทำให้การเกิดขึ้นของกฎหมายลักษณะนี้ในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ “แทบจะเป็นไปไม่ได้”
การพัฒนาประเทศในมิติของสุขภาพจึงอาจต้องมองหาแนวทางอื่นที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและบริบทของเราเอง มากกว่าการนำเข้าโมเดลที่อาจใช้ไม่ได้ผลกับโครงสร้างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง.





