วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ใครบอก…ต่างจังหวัดเลือก สส. เพราะเงิน 500-1,000 บาท?

ใครบอก…ต่างจังหวัดเลือก สส. เพราะเงิน 500-1,000 บาท?

หนึ่งในประเด็นที่คนการเมืองรุ่นใหม่มักปฏิเสธจะทำความเข้าใจมาตลอด ตั้งแต่การเลือกตั้ง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา คือ สนามการเลือกตั้งในต่างจังหวัดส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่แค่เกมในการนำปัญหาท้องถิ่นไปผลักดัน

หรืออภิปรายในรัฐสภาแต่ถ่ายเดียวแบบที่ สส.พรรษาน้อยหลายคนมุ่งปฏิบัติกัน ในทางตรงข้าม มันอยู่ที่การทำงานมวลชนกับชุมชนในเขตเลือกตั้งหนึ่งๆ พูดในภาษาภูมิรัฐศาสตร์ เรียกกันว่า หลัก Heartland 

ผู้ใดที่สามารถควบคุมและยึดจุดชัยภูมิสำคัญของแต่ละพื้นที่ได้ผู้นั้นย่อมมีแต้มต่อในเกมดังกล่าว ซึ่งบันไดสำหรับก้าวไปยังจุดที่ว่าก็ไม่ใช่อื่นใด…เงินทุนนั้นแล การมีต้นทุนทางการเงินที่เพียบพร้อมไม่ว่าจะจากคลังส่วนตัวหรือผ่านนายทุนท้องถิ่น

นำมาสู่การสร้างเครือข่ายสำหรับใช้ประโยชน์ ทั้งจากบนลงล่าง (การดูแลพื้นที่) และล่างขึ้นสู่บน (การเข้าถึงกลไกอำนาจรัฐ) ท้ายสุดตามด้วยบารมีจนคนในเขตนั้น ๆ รักจะเลือก

ส่วนความน่าเชื่อถือจากฉลาก ‘พรรค’ นั้นเป็นแค่ปัจจัยลำดับรองลงมา ต้องยอมรับว่ายุคข้อมูลข่าวสารแพร่หลายนี้ ไม่เป็นมิตรต่อกลุ่มคนการเมืองที่ยังมีแนวคิดส่ง ‘เสาไฟฟ้า’ ไปอิงแอบอยู่หลังความนิยมในตัวผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคสักเท่าไร โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในพื้นที่นอกกรุงเทพ ที่ความสดใหม่ของสินค้าประเภทอุดมการณ์พรรคมันเจือจางลงไปบ้างแล้ว 

จากผลของทั้งเกมปลุกปั่นกระแสชาตินิยมชายแดนไทย-กัมพูชา ไปจนถึงกรณีที่ความนิยมในตัวผู้นำรุ่นล่าสุดของบางพรรคที่ ‘เน้นการทำงานทางความคิด’ ไม่ได้ร้อนแรงเท่ากับ 2 รายแรกที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไป

จริงอยู่ที่โครงการทางการเมือง (political project) และการเปลี่ยนแปลงความคิดเพื่อขับเคลื่อนประเทศในภาพใหญ่เป็นภารกิจสำคัญที่พรรคการเมืองมากอุดมการณ์จำต้องทำต่อเนื่องในระยะยาว

แต่บริบทภาคสนามไม่ได้เป็นเส้นตรงเช่นนั้นเสมอไป และส่วนมากมักเจอผู้เจนจัดทางการเมืองจากพรรคคู่แข่งใช้กุศโลบายประเภท “เลือกพรรคที่ชอบ แต่พื้นที่นี้เราขอดูแลเอง” อยู่ร่ำไป ซึ่งเมื่อถึงคราวประชาชนต้องเลือก ส่วนมากผู้ที่ได้เปรียบมักไม่พ้นผู้มากบารมีเพียบพร้อมต้นทุนสำหรับความถึงลูกถึงคนกับชุมชนแต่ละแห่งในพื้นที่

ทั้งนี้ การสร้างความแข็งแรงแก่พื้นที่ไม่ได้จำกัดแค่การไปร่วมกิจกรรมและชำระค่าภาษีสังคมตามวาระงานบุญ อุปสมบท มงคลสมรส หรือแม้แต่งานขาว-ดำ เพื่อให้ประชาชนจดจำใบหน้าได้ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในเสาหลักที่พึงกระทำเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ในทางปฏิบัติยังมีอีกเสาหลักหนึ่งที่ถูกมองข้าม คือ การรู้จักพื้นที่ของตนเองเชิงลึกระดับ Micro เป็นต้นว่าใครมีสถานะเป็นเจ้าหนี้-ลูกหนี้ บ้านหลังใดมีปัญหากัน หรือแม้แต่ใครเป็นผู้นำทางความคิดเหนือครัวเรือนอื่น ๆ 

บางยุคถึงขั้นมีวลีติดตลกสอนกันด้วยซ้ำ หากยังไม่ทราบว่า “ครอบครัวใดมีบุตรสาวหน้าตาดีบ้าง?” หรือ “ครัวเรือนไหนทำกับข้าวอร่อย?” แปลว่ายังไม่รู้จักพื้นที่ตนเองดีพอ คำถามลักษณะนี้ช่วยสะท้อนความสำคัญของการทำงานกับประชาชน

รวมถึงการร่างแผนที่ทางสังคม (social mapping) อันมีสถานะคล้ายโพยในการวางยุทธศาสตร์หาเสียง เพราะในความเป็นจริงไม่มีผู้สมัคร สส. คนใดสามารถไปเดินเคาะทุกประตูบ้านได้

หลังจากรับรู้ถึงโครงข่ายทางสังคมที่ต้องการใช้เป็นฐานเสียง ถัดไปเป็นการใช้ทักษะการต่อรองและต้นทุนที่สั่งสมมาทั้งชีวิตในการช่วยแก้ปัญหาชีวิตให้แก่สมาชิกในพื้นที่ที่ตนเองดูแล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสนามที่วัดขีดความสามารถของผู้จะก้าวขึ้นมาเป็น สส. ในต่างจังหวัดได้ 

ในชั้นนี้ ผู้เป็นเครือข่ายของบ้านใหญ่ หรือ มุ้งการเมืองที่มีอิทธิพลจึงค่อนข้างได้เปรียบเป็นธรรมดา จากการเข้าถึงทรัพยากรด้านการเงินและอำนาจรัฐที่เชื่อมโยงกับเมืองหลวงของประเทศ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ผูกโยงกับผู้มีอิทธิพล/บารมีใด ๆ มาก่อนแต่ต้องการล้มช้างก็มีอยู่ไม่กี่วิธี (หนึ่งในนั้นเป็นการยอมเข้าเนื้อตนเองมาสนับสนุนงานการเมืองไปตามระเบียบ)

แน่นอนจะมีผู้สมัครหน้าใหม่สักกี่คนที่พอมีทุนทรัพย์เพียงพอให้ควักออกมาละลายเล่น เขตเลือกตั้งหนึ่งประกอบด้วยหลายอำเภอ จุดนี้นำไปสู่หลักวิชามารที่คนการเมืองรุ่นอาวุโสมักหยิบยกออกมาใช้ คือ ระบบหัวคะแนน ฟังดูล้าหลังแต่เป็นกลเม็ดที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะห้วงที่โลกหันขวาเช่นทุกวันนี้

สิ่งที่คนการเมืองรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้จากผลเลือกตั้งที่หักปากกาเซียนครั้งนี้ คือ การพึ่งพาแต่หัวคะแนนธรรมชาติอาจไม่เพียงพอคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายโดยง่าย

หลักเหตุและผลที่สะท้อนความสำคัญของระบบหัวคะแนนรูปแบบดั้งเดิม (canvassers) นั้นดูไม่ยาก ในโลกการเมืองที่ควบคุมโดยกลุ่มการเมืองยุคเก่านั้นเป็นที่สังเกตกันว่าการเข้าถึงกลไกของรัฐบางส่วนสามารถสร้างแรงจูงใจหรือแรงกดดันต่อเครือข่ายหัวคะแนนในพื้นที่ได้ จึงจะเห็นได้บ่อยครั้งที่บางกระทรวงกลายเป็นที่ต้องการในฐานะเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่มีอิทธิพลทางตรงต่อผลเลือกตั้ง

ที่กล่าวมาข้างต้นนี้คงพอฉายภาพได้บ้างว่าในทางปฏิบัติแล้ว ผลเลือกตั้ง สส. ในหลายพื้นที่นั้น แม้ปรากฏข่าวลือเกี่ยวกับการซื้อ-ขายเสียง แต่ไม่ใช่ว่าเงิน 500-1,000 บาทจะเป็นปัจจัยชี้ขาดให้ประชาชนหันมาเลือก สส.กลุ่มที่ถูกครหาดังว่าเสียทีเดียว เพราะใต้ภูเขาน้ำแข็งยังมีองค์ประกอบและแบบแผนอื่น ๆ ของการ ‘ทำพื้นที่’ ที่ส่งผลโดยตรงต่อผลเลือกตั้งอีกมาก