วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

การประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล และตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

การประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล และตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ

หนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลเจ้าฟ้ามหิดลสาขาการแพทย์และสาธารณสุขปีนี้ คือศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ Walter C. Willett จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบาดวิทยา

เป็นผู้ค้นพบอันตรายต่อสุขภาพของไขมันทรานส์ (trans-fat) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว

ในวันพิธีเปิดการประชุมวิชาการประจำปี 2569 รางวัลเจ้าฟ้ามหิดล เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569 ท่านให้สัมภาษณ์ว่า องค์กรธุรกิจที่ผลิตอาหารซึ่งมีไขมันทรานส์ ต่างออกมาต่อต้าน และพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง

เพราะหลักฐานจากงานวิจัยมีผลกระทบต่อธุรกิจอาหารโดยตรง เช่น อาหารจานด่วน ขนมกรุบกรอบ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อุตสาหกรรมเนยเทียม (margarine) หรือ เนยขาว (shortening)

อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือของสถาบัน เช่น คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นที่ยอมรับของสังคมและผู้กำหนดนโยบาย มากกว่าองค์กรธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข

ในสัปดาห์เดียวกันนั้น มีการประชุมกลุ่มย่อยของกลุ่มคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ สิงคโปร์ London School of Hygiene & Tropical Medicine มหาวิทยาลัยแห่งฮ่องกง มหาวิทยาลัยแห่งชาติ ไต้หวัน

มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยแห่ง ซิดนีย์ มหาวิทยาลัย มาลายา รวมทั้งมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุมวิชาการรางวัลเจ้าฟ้ามหิดล

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาอภิปรายคือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสถาบันที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ควรจะต้องเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อให้ข้อเท็จจริงต่อสังคมและผู้กำหนดนโยบาย

วารสาร The Lancet เผยแพร่บทความต่อเนื่อง 3 ตอน เมื่อต้นปี พ.ศ. 2566 เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างน้อย 4 ชนิด คือสุรา ยาสูบ อาหารแปรรูป และพลังงานจากฟอสซิล ที่เรียกว่า ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ (Commercial Determinants of Health)

ซึ่งพฤติกรรมองค์กรของอุตสาหกรรมทั้ง 4 ประเภท มีความคล้ายกันคือ ใช้พลังอำนาจเชิงธุรกิจในการ โน้มน้าว – หรือให้ทุนสนับสนุนองค์กรบังหน้า (front group) – ในการ ‘ล้อบบี้’ ผู้กำหนดนโยบายให้ ‘ผ่อนปรน’ กฎหมาย นโยบาย และมาตรการที่มีประสิทธิผลในการควบคุมผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  

การทำความเข้าใจถึงอิทธิพลของ ‘ตัวกำหนดพาณิชย์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ’ จำเป็นต้องครอบคลุมถึง ‘ระบบ ธรรมเนียมปฏิบัติ และแนวทาง’ ขององค์กรธุรกิจซึ่งส่งผลต่อความไม่เท่าเทียมทางสังคมและสุขภาพ 

พฤติกรรมองค์กรในการมีอิทธิพลต่อระบบนิเวศทางธุรกิจ เพื่อเอื้อและปกป้องกิจกรรมและผลประโยชน์ขององค์กรธุรกิจ ด้วยการวางกรอบและเสนอแนวทางนโยบายสาธารณะให้สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของธุรกิจ คือ กำไร มีกลยุทธ์ดังต่อไปนี้ 

โน้มน้าว ผู้กำหนดนโยบาย และแทรกแซงทางการเมือง 

สนับสนุนทุนวิจัย เพื่อให้ผลการวิจัยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์กร

ทำการตลาดมุ่งเป้า ด้วย “การตลาดล่าเหยื่อ” 

พัฒนาการเชิงรุกและการจำกัด “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดอิทธิพลขององค์กรธุรกิจในการกำหนดนโยบาย สถาบันวิชาการ (academic institutes) และองค์กรภาคประชาสังคม สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีในการป้องกัน “ผลประโยชน์ทับซ้อน” และปกป้องการแทรกแซงจากองค์กรธุรกิจ

กระบวนการที่มีความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ในการกำหนดนโยบายเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง มาตรา 5.3 กรอบอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบจากบริษัทยาสูบข้ามชาติ 

รายงานข่าวใหญ่เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ถึง การเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา จำนวน 10,000 คนด้านสาธารณสุข ทั้งจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Center for Disease Control and Prevention - CDC) สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health - NIH) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Food and Drug Administration - FDA)

โดยประธานาธิบดี ทรัมป์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง (https://www.reuters.com/business/healthcare-pharmaceuticals/trump-administration-begins-mass-layoffs-health-agencies-sources-say-2025-04-01/)

ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีความสัมพันธ์กับการที่บริษัทยาสูบข้ามชาติบริจาคเงินจำนวน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนการจัดงานพิธีเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่ ทั้งนี้ บริษัทยาสูบข้ามชาติดังกล่าว ใช้เงินมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการ ‘ล้อบบี้’ ทางการเมืองในปี พ.ศ. 2561 

Brian King ผู้อำนวยการ ศูนย์ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ถูกปลดออกจากตำแหน่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่อีกหลายคนในแผนกที่รับผิดชอบ ‘นโยบายและมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ’ หน่วยงานนี้ได้รับงบประมาณจาก ‘ค่าธรรมเนียมรายปี’ ซึ่งเก็บจากบริษัทยาสูบตามอัตราส่วนแบ่งการครองตลาด

(นอกเหนือจากภาษีสรรพสามิตยาสูบ ซึ่งกระทรวงการคลังของสหรัฐเป็นผู้จัดเก็บ) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมรายปี’ เพื่อใช้สำหรับการรณรงค์ การวิจัย การเยียวยารักษาผู้ได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ที่มี นิโคติน และการมุ่งเป้าสู่ ‘สหรัฐอเมริกาปลอดยาสูบ ปี ค.ศ. 2030’

การประชุมการควบคุมยาสูบระดับโลกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ณ กรุง ดับลิน ประเทศ ไอร์แลนด์ มีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบข้ามชาติว่า บริษัทยาสูบมักจะแทรกแซงนโยบายควบคุมยาสูบด้วยวิธีการต่างๆ

แต่สังคมให้ความเชื่อถือสถาบันด้านวิชาการ เช่น มหาวิทยาลัย มากกว่าองค์กรธุรกิจ สถาบันวิชาการจึงควรเฝ้าระวัง และเผยแพร่ข้อมูลให้สังคมได้รับทราบถึงการแทรกแซงโดยบริษัทยาสูบ 

สถาบันวิชาการควรขับเคลื่อนเชิงรุก ด้วยการเสนอข้อเท็จจริงต่อสังคม เพื่อป้องกันการแทรกแซงและบ่อนทำลายนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพ