ทุกวันนี้ นวัตกรรมภาครัฐล้ำหน้าไปมากในหลายๆ ประเทศ ทิศทางที่เริ่มเห็นชัดคือการเปลี่ยนจากรัฐที่ทำงานแบบตั้งรับ (reactive government) ไปสู่รัฐที่พยายามมองอนาคตและคาดการณ์ล่วงหน้า (future-oriented policy making)
เช่น ประเทศเอสโตเนีย ใช้แนวคิดการออกแบบอนาคต (Strategic Foresight) เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบรัฐบาลดิจิทัล
โดยตั้งต้นจากสมมติฐานว่าอนาคตไม่ใช่เส้นตรง ระบบของรัฐจึงต้องยืดหยุ่นปรับตัวและเชื่อมโยงกันได้ตลอดเวลา นโยบายไม่ถูกมองเป็นแผนตายตัว แต่เป็นระบบที่มีชีวิต (living system) ที่เรียนรู้และปรับตัวจากข้อมูลจริง
อย่างไรก็ตาม การคิดล่วงหน้าเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่มีฐานรากที่เหมาะสมโดยเฉพาะระบบดิจิทัลของภาครัฐ แต่การสร้างระบบไอทีขนาดใหญ่แบบเบ็ดเสร็จไม่เพียงมีต้นทุนสูง แต่ยังปรับตัวได้ยาก อินเดียเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไปด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐบนฐานสถาปัตยกรรมแบบโมดูลา (Modular Architecture) แทนการสร้างระบบใหญ่เพียงก้อนเดียว
การที่ประชาชนแต่ละคนมีดิจิทัลไอดีกลางเพียงรหัสเดียว ไม่ต้องแยกตามกระทรวงหรือตามบริการ ทำให้บริการของรัฐจำนวนมากใช้โครงสร้างเดียวกัน
ตั้งแต่การยืนยันตัวตน (e-KYC) การลงนามอิเล็กทรอนิกส์ (e-Sign) ไปจนถึงระบบการจ่ายเงิน (digital payments) ในมุมมองนี้ นวัตกรรมไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจ แต่เป็นผลลัพธ์ของสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อการต่อยอด (scalable by design)
เมื่อภาครัฐมีฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงกัน คำถามถัดมาคือจะนำโครงสร้างเหล่านี้มาออกแบบบริการอย่างไร แนวโน้มสำคัญในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนจาก “บริการที่มีหน่วยงานรัฐเป็นศูนย์กลาง” ไปสู่ “บริการที่ช่วงชีวิตของประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (life-event based services) เช่น ประเทศฟินแลนด์ ใช้ระบบสวัสดิการกลางที่เชื่อมข้อมูลประชากร การศึกษา และสุขภาพ
โดยเมื่อเด็กเกิด สิทธิขั้นพื้นฐานจำนวนมากถูกเปิดโดยอัตโนมัติ (automatic eligibility) และเมื่อเด็กใกล้ถึงวัยเข้าโรงเรียน ระบบจะเริ่มแจ้งสิทธิ ขั้นตอน และทางเลือกที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องให้ผู้ปกครองยื่นข้อมูลซ้ำ หลักคิดสำคัญคือข้อมูลที่รัฐมีอยู่แล้ว ไม่ควรต้องขอจากประชาชนอีก (once-only principle)
แนวคิดเดียวกันปรากฏชัดในสิงคโปร์ ซึ่งออกแบบบริการภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มที่มองชีวิตเป็นช่วงเวลา (moments of Life) มากกว่ามองเป็นหน่วยงาน แอปของรัฐไม่ได้ถามว่าประชาชนจะติดต่อกระทรวงใด แต่ถามว่าขณะนี้เขาอยู่ในช่วงใดของชีวิต
สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ ข้อมูลสุขภาพ การอยู่อาศัย และสวัสดิการสังคม ถูกเชื่อมกันเพื่อให้เกิดการป้องกันเชิงรุก เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสามารถเข้าดูแลก่อนที่ปัญหาจะลุกลาม เป็นภาพของรัฐล่องหน หรือรัฐที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยไม่รบกวนชีวิตผู้คน ซึ่งเป็นแนวโน้มใหญ่ในปัจจุบัน
การออกแบบบริการเชิงรุกเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นได้ หากรัฐยังยึดติดกับข้อมูลแบบเดิมที่ใช้เพื่อรายงานผลในอดีต นวัตกรรมภาครัฐยุคใหม่จึงพึ่งพาข้อมูลรูปแบบใหม่ๆ (Non-traditional Data) ตั้งแต่ข้อมูลจาก IoT เซ็นเซอร์ ข้อมูลการเคลื่อนที่ ไปจนถึงข้อมูลประวัติทางดิจิทัลต่างๆ จากการใช้บริการของรัฐ
ปัญหา PM 2.5 เป็นตัวอย่างชัดเจนของการเปลี่ยนวิธีมองความจริง ประเทศเกาหลีใต้ ใช้ข้อมูลจากเซนเซอร์คุณภาพอากาศ ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อสร้างแบบจำลองทางอากาศที่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า นโยบายจึงไม่ใช่การตอบสนองหลังเกิดเหตุ แต่เป็นการจัดการเชิงรุกแบบเฉพาะพื้นที่และช่วงเวลา
ในทำนองเดียวกัน การบริหารจัดการจราจรกำลังเปลี่ยนจากการใช้ข้อมูลสำรวจเป็นครั้งคราว มาเป็นการใช้ข้อมูลการเคลื่อนที่ของรถยนต์แบบเวลาจริง สิงคโปร์และเมืองใหญ่อย่างลอนดอนในสหราชอาณาจักร ใช้ข้อมูลจากระบบถนน กล้องจราจร และแพลตฟอร์มเอกชน
เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางแบบรายชั่วโมง นโยบายอย่างการกำหนดราคาค่าผ่านทางหรือการกำหนดโซนปล่อยมลพิษต่ำ ออกแบบบนข้อมูลจริงและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ก้าวไปไกลอีกอย่างคือ การใช้แบบจำลอง Simulation Models และ Digital Twins เพื่อทดลองนโยบายก่อนใช้จริง หลายประเทศเริ่มตั้งคำถามเชิงนโยบายในรูปแบบฉากทัศน์สถานการณ์ (what-if scenarios) หากปรับผังเมืองเช่นนี้ การเดินทางจะเปลี่ยนอย่างไร
หากออกมาตรการพลังงานนี้ กลุ่มใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด นโยบายจึงไม่ใช่การทดลองกับประชาชนโดยตรง แต่เป็นการเรียนรู้เชิงระบบก่อนตัดสินใจ
เมื่อมองภาพรวม ทิศทางนวัตกรรมภาครัฐกำลังเคลื่อนจากรัฐที่ทำงานเป็นช่วง ๆ ตามรอบแผน ไปสู่รัฐที่เรียนรู้ตลอดเวลา จากรัฐที่ใช้ข้อมูลอดีตไปสู่รัฐที่ใช้ข้อมูลปัจจุบันและการจำลองอนาคต จากรัฐที่ออกแบบบริการตามโครงสร้างองค์กร ไปสู่รัฐที่ออกแบบตามชีวิตของผู้คน
การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เป็นการเปลี่ยนแนวคิดของการกำกับดูแลจาก “การควบคุม” ไปสู่ “การเอื้อให้ระบบทำงาน” ได้ดีขึ้น
สำหรับประเทศไทย ภาครัฐพยายามพัฒนาบริการให้ทันโลกอยู่บ้าง แต่อาจจะยังช้าเกินไป เรายังไม่มีรัฐบาลดิจิทัลอย่างครอบคลุม ทั้งที่มีนโยบายเหล่านี้มานานพอสมควรแล้ว เรายังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญๆ ระหว่างหน่วยงาน เพื่อทำให้เกิดการจัดการปัญหา ส่งมอบสวัสดิการ หรือแจ้งเตือนและจัดการภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
หลายครั้งเราจึงเห็นการที่ประชาชนต้องไปจดทะเบียนทุกครั้งเพื่อเข้าร่วมโครงการทั้งที่ข้อมูลของประชาชนอยู่กับภาครัฐทั้งหมดแล้ว เรายังเห็นการขอข้อมูลซ้ำ ถ่ายเอกสารบัตรประชาชน ขอสำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งที่หลายประเทศก้าวไปสู่การให้บริการประชาชนแบบคาดการณ์ล่วงหน้าก่อนที่ประชาชนจะร้องขอแล้ว
อนาคตนวัตกรรมภาครัฐไม่ใช่คำถามว่าจะมีเทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่คือรัฐที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการ “รอให้ประชาชนมาเคาะประตู” สู่การ “เดินไปหาประชาชนก่อน” ซึ่งอาจจะเป็นตัวชี้วัดเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับโลกอนาคต





