วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ความฝันและความหวังหลังวันเลือกตั้ง

ความฝันและความหวังหลังวันเลือกตั้ง

ชัดเจนแล้วว่า “พรรคภูมิใจไทย” จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ประเทศไทยจะมีรัฐบาลผสม และมีนายกรัฐมนตรีชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล ที่ชัดเจนยิ่งกว่านั้นคือภาพสะท้อนว่าประชาชนไทยต้องการระบอบการเมืองแบบไหน

นักการเมืองแบบไหนที่จะมาขับเคลื่อนประเทศไทยท่ามกลางความท้าทายนานัปการ สิ่งที่ทำได้หลังวันเลือกตั้งคือ การตั้งความหวังกับรัฐบาลชุดใหม่และวาดฝันกันต่อไปสำหรับอนาคตของประเทศ

ความหวังแรกคือ รัฐบาลจะสามารถจัดตั้งขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็วปราศจากความขัดแย้งใดๆ ซึ่งก็อาจจะหวังไม่ได้มากนัก เนื่องจากพรรคแกนนำเป็นที่รวมของบรรดาก๊วนบ้านใหญ่จำนวนมาก หลังการเลือกตั้งจะได้เห็นการทวงบุญคุณ การต่อรองเก้าอี้ อันเป็นปกติที่วนเวียนซ้ำซากเสมือนลืมไปว่าหาเสียงอะไรไว้กับประชาชนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 

ความท้าทายอย่างหนึ่งที่เผชิญอยู่ขณะนี้คือ การจัดทำงบประมาณปี 2570 ซึ่งหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า บวกกับการประกาศรับรอง สส.ของกกต. กว่าจะเปิดสภาได้ กว่างบประมาณจะผ่าน 3 วาระ และกว่าจะไปผ่าน สว.

หลายฝ่ายคาดว่างบประมาณรัฐอาจจล่าช้าเหมือนที่เกิดกับงบประมาณปี 2567 ซึ่งจะไม่เป็นผลดีในยามที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอัตราการเติบโตต่ำและเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจหลายตัวไม่สามารถทำงานได้เหมือนเคย

หวังที่สองคือ จะได้เห็นหน้าตาของคณะรัฐมนตรีที่ไม่อัปลักษณ์จนเกินไปและสามารถอวดกับชาวโลกได้ว่าประเทศไทยตั้งรัฐมนตรีจากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ไม่ใช่ผลประโยชน์ต่างตอบแทนโดยไม่สนใจว่าใครจะมีชนักติดหลังหรือความด่างพร้อยจากอดีตขนาดไหน แม้ที่ผ่านมาพรรคแกนนำจะเอามืออาชีพเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีบางส่วนแล้ว 

แต่น่าเสียใจที่บางกระทรวงซึ่งเป็นกระทรวงที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของประเทศไม่แพ้กระทรวงเศรษฐกิจกลับได้รับความสำคัญน้อยมาก อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตร กระทรวงการอุดมศึกษา กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้คนที่ไร้ฝีมือและประสบการณ์เข้ามานั่ง 

แม้จะเป็นที่รู้ว่ากระทรวงใหญ่อย่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยจะเป็นกระทรวงที่พรรคแกนนำไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ แต่กระทรวงที่ว่ามาข้างต้นนับเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งที่ก็ควรจะได้รับความใส่ใจหาคนมือดีมาบริหาร เพื่อยกระดับคุณภาพคนและผลิตภาพของประเทศให้สามารถแข่งขันได้

หวังที่สามคือ ความเข้มข้นของการตรวจสอบรัฐบาล เมื่อความสำเร็จของพรรคแกนนำและเสียงของรัฐบาลมาจากการรวมตัวของบ้านใหญ่ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ต่างตอบแทนยังคงเป็นพื้นฐานของการเมืองไทยไม่ต่างไปจากที่แล้วมา

ปัญหาการทุจริตและคอร์รัปชันจึงจะไม่หายไปไหนและจะกลับหนักหน่วงขึ้น ดังปรากฏว่ามีการใช้เงินกันอย่างมโหฬารในระหว่างการหาเสียง 

พรรคแกนนำเองก็ไม่ได้ประกาศมาตรการแก้ปัญหาทุนเทาและทุนดำอย่างชัดเจน รวมทั้งมีแนวโน้มจะนำพรรคที่แปดเปื้อนกับเรื่องเหล่านี้เข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีด้วย ทำให้ความหวังที่จะจัดการปัญหาทุจริตคอร์รัปชันริบหรี่ลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ความหวังจึงอยู่ที่สองพรรคหลักซึ่งประกาศชัดเจนก่อนการเลือกตั้งที่จะยืนตรงข้ามกับทุนเทาจะต้องจับมือกันเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง ร่วมทำงานกับภาคประชาสังคมดำเนินการขุดคุ้ยอย่างจริงจังในทุกเรื่องที่จะทำให้บ้านเมืองสะอาดขึ้นและมีความหวังขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

หวังสุดท้าย คือความแตกแยกในสังคมควรจะคลี่คลายลงหลังจากนี้ ผลการเลือกตั้งที่ออกมาจะยังสร้างบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความขัดอกขัดใจของแต่ละฝ่ายไปอีกพักใหญ่ การที่กรุงเทพมหานครกลายเป็นสีเดียวไปทั้งหมด การที่บางพรรคได้คะแนนแบบเหลือเชื่อทั้งที่ถูกตั้งข้อรังเกียจ

หรือบางพรรคยังได้เสียงอันดับต้นทั้งที่ทำบ้านเมืองสาหัสบอบช้ำ แสดงให้เห็นความแตกแยกทางความคิดและวิธีการเลือกอย่างยากจะประสานกันได้

การเลือกตั้งคราวนี้ยังได้เห็นการแบ่งฝ่ายเชียร์อย่างไม่สงวนท่าทีของสื่อมวลชนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนโดยเฉพาะบนสื่อออนไลน์ คำถามที่ชวนคิดคือ สื่อมวลชนได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องบนจรรยาบรรณของสื่อมากน้อยเพียงใด หรือกลับเป็นตัวเร่งปฏิกริยาความขัดแย้ง และการกระทำนี้จะดำรงอยู่ต่อไปหรือควรจะหยุดเพื่อเยียวยาสังคมไทยให้พ้นจากความแตกแยกที่มีมากว่า 20 ปีแล้ว

หวังสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือหวังในรสนิยมการ “เลือก” และความกล้าหาญของว่าที่นายกรัฐมนตรีที่จะสรรหาคนดีมีคุณภาพเข้ามาทำงาน และมุ่งมั่นกับการจัดการปัญหาของชาติที่เป็นวิกฤติจริงๆ ไม่ใช่มุ่งแต่ประชานิยม ทั้งยึดถือประชาชนเป็นที่ตั้งโดยไม่เกรงใจบ้านใหญ่ หรือบ้านใหญ่ของบ้านใหญ่รวมทั้งรัฐพันลึกทั้งหลาย

เมื่อได้ฉันทามติจากประชาชนแล้วก็ควรใช้โอกาสนี้ทำงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างเต็มที่โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลใดๆ ที่สำคัญต้องสะอาดหมดจดพอที่จะเป็นที่เคารพนับถือบนเวทีโลกด้วย ในเวลาเดียวกันประชาชนคนไทยก็ต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตัวเองด้วยเช่นกัน

ด้วยการหมั่นแสวงหาความรู้เพื่อรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลง สร้างโอกาสในทางที่ถูกควร ไม่งอมืองอเท้ารอคอยแต่ประชานิยมที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นแค่สายลมเย็นชั่ววูบ

ความฝันของคนไทยวันนี้คือ ฝันที่ต้องการเห็นประเทศไทยพ้นจากสภาพ “เศรษฐกิจโตต่ำ ด้อยประสิทธิภาพ การเมืองฉ้อฉล คอร์รัปชันหยั่งลึก ราชการล้าหลัง” ฝันมานานแล้ว ไม่รู้ฝันจะเป็นจริงเมื่อไรผลการเลือกตั้งออกมาแบบนี้คงต้องหลับยาวๆ ฝันไกลๆ กันต่อไป