วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

prodigy สู้ superstar สะดุด

prodigy สู้ superstar สะดุด

หลายสิ่งในโลกนี้ดำเนินไปตามความเชื่อที่มีตรรกะสนับสนุนแต่ไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์แล้วเป็นตัวนำทาง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ เรื่องความเก่งกาจหรือความเป็นอัจฉริยะของเด็กในวัยเด็ก

หรือ ต้นวัยรุ่นและเติบโตประสบความสำเร็จอย่างสูง เรามักมั่นใจว่าหากเด็กเหล่านี้ได้รับการดูแลอย่างดีก็จะนำไปสู่ความสำเร็จในตอนเป็นผู้ใหญ่เสมอ ล่าสุดมีงานวิจัยว่ามันไม่เป็นจริงจากหลักฐานที่ศึกษาความจริงนี้ทำให้เกิดความคิดว่าเราเดินกันมาถูกทางหรือไม่ตลอดเวลาที่ผ่านมาในการดูแลเด็กเหล่านี้

Novak Djokovic (โนแว็ก โจเคอวิช) นักเทนนิสสุดยอดระดับโลกเริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 4 ขวบในบ้านเกิดของเขาที่ประเทศ Serbia เมื่ออายุ 12 ปี มีคนเห็นแววความเก่งของเขาจึงส่งไปเรียนเทนนิสที่สถาบันมีชื่อของเยอรมนี เขาชนะเลิศรางวัลใหญ่คือ Australian Open ในปี 2008 ตอนอายุเพียง 20 ปี

ปัจจุบันเขาชนะได้รับรางวัลใหญ่เช่นนี้มา 23 รางวัล และเป็นนักเล่นที่ติดอันดับหนึ่งของโลกด้วยจำนวนครั้งที่เหนือกว่านักเทนนิสคนใดทั้งสิ้น

งานวิจัยชี้ว่าการที่เด็กอัจฉริยะได้รับการดูแลให้ไปเรียนที่สถาบันและฝึกฝนโดยโค้ชชั้นเยี่ยมเช่นนี้ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่ Djokovic เป็นกรณียกเว้น เพราะส่วนใหญ่ที่คล้ายคลึงกันนั้นล้มเหลว และข้อค้นพบดังกล่าวเป็นจริงในกรณีของ ดนตรี วิชาการ นอกเหนือไปจากกีฬาด้วย

ผู้พิสูจน์คือ บทความในวารสาร Science ของเดือนธันวาคม ปี 2025 ของ Arne Güllich นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่ RPTU University Kaiserslautern–Landau ในเยอรมัน เขารวบรวมข้อมูลของ เด็กอัจฉริยะ 34,000 คน ในกีฬา หมากรุก ดนตรีคลาสสิก และวิชาการ

และนำมาศึกษาการเดินทางจากการเป็น prodigy (บุคคลที่เกิดมามีคุณภาพ หรือความสามารถพิเศษโดยเฉพาะตั้งแต่เด็ก ๆ)  ในตอนวัยเด็กกับความสำเร็จในตอนเป็นผู้ใหญ่ (ขอเรียกว่า superstar)

เขาสรุปว่าถึงแม้ว่า prodigy เหล่านี้ โดยทั่วไปบรรลุความสำเร็จในระดับสูง แต่เด็กส่วนใหญ่เหล่านี้ที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษอย่างเข้มข้นมีทางโน้มที่จะไม่เป็น superstar ในตอนเป็นผู้ใหญ่ แต่สำหรับคนที่เป็น superstars ตอนเป็นผู้ใหญ่นั้นในทางตรงกันข้ามมักไม่เป็น prodigy ในตอนเด็ก

คนเหล่านี้ใช้เวลานานกว่าที่จะถึงจุดสุดยอดของความสำเร็จ แต่ดูจะอยู่คงทนในความสำเร็จนั้นยาวนานกว่า นักวิจัยเลือกสาขากีฬาเป็นตัวพิสูจน์ เพราะความสำเร็จมีข้อมูลที่วัดได้ง่ายกว่า เช่น จากแต้มที่ทำได้ เงินรายได้ จำนวนรางวัลชนะเลิศ อันดับ ฯลฯ

ผมไปค้นหาข้อมูลที่เราคุ้นเคยกันมาสนับสนุนคนแรกคือ Freddy Adu นักฟุตบอลจาก Ghana ที่เคยได้รับฉายาว่า “The Next Pelé”อายุแค่ 14 ปีก็ได้เล่นในลีกของสหรัฐ ผู้คนตื่นเต้นกันมากเพราะมีความสามารถอย่างน่าอัศจรรย์เขาเล่น 15 ทีม ใน 9 ประเทศ เคยเล่นทีมชาติสหรัฐด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ไปไหน เลิกเล่นเมื่อ 5 ก่อนปีและก็หายไป

คนอื่น ๆ ก็มีเช่น Bojan Krkić ของสเปน / Alexandre Pato ของบราซิล ฯลฯ จากความเก่งกาจตอนเป็นเด็ก เป็น prodigy อย่างแท้จริงแต่ก็ไม่เป็นไปดังที่คาดหวังกันตอนเป็นผู้ใหญ่ นักเล่นที่ล้มเหลวเช่นนี้มีจำนวนมากแต่เรามักได้ยินชื่อกันแต่ superstar ที่เป็น prodigy ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาก

prodigy ที่เติบโตเป็น supetstar อย่างแท้จริงก็มีดังกรณีของ Lionel Messi (อาร์เจนตินา) เขาเป็นอัจฉริยะฟุตบอลตั้งแต่เด็ก เป็น prodigy ที่ได้รับการดูแลอย่างดีตั้งแต่เด็กและประสบความสำเร็จ อย่างยิ่ง ส่วน Cristiano Ronaldo แห่งโปรตุเกสนั้นก็เช่นกัน ถึงแม้จะฉายแววอัจฉริยะช้าหน่อยตอนอายุ 17 ปี แต่การดูแลสนับสนุนช่วยให้เป็นสุดยอดนักฟุตบอลของโลก

ในด้านบาสเกตบอลที่สหรัฐอเมริกาครอบงำโลกคือ กรณีของ Sebastian Telfair ที่เตือนให้ นึกถึงข้อสรุปของบทความเขาเป็น prodigy อย่างแท้จริง เล่น NBA ตอนอายุ 18 ปี (ข้ามจากโรงเรียนมัธยมไปเล่นอาชีพเลยโดยไม่ผ่านมหาวิทยาลัย ซึ่งมีน้อยคนมาก ๆ) มีฝีมือสุดยอด แฟน ๆ จับตามองแต่ก็ไม่ดังเปรี้ยงปร้างดังคาดหวัง

ต่างจากชื่อดังต่อไปนี้ LeBron James / Magic Johnson / Micheal Jordan และนักเล่นตัวฉกาจอีกหลายคน มีเพียงคนเดียวที่อาจเรียกได้ว่าเป็น prodigy อย่างแท้จริงคือ Le Bron เขาชื่อดังแต่ยังเด็กและเติบโตขึ้นมาเป็น superstar อย่างแท้จริง หลาย superstar ในบาสเกตบอลฝึกฝนพัฒนาตนเองตอนที่โตแล้ว

อุปสรรคของ prodigy คือ การต้องฝึกฝนที่หนักความเจ็บปวด การเสียสละการศึกษา ความเบื่อหน่าย การหลงติดสีแสงความดังในสื่อ การหลงเข้าไปในโลกทุนนิยมการ burnt หรือภาวะหมดไฟการเจ็บป่วย ฯลฯ ทำให้ไม่บรรลุศักยภาพอย่างแท้จริง ชีวิตจบไปอย่างกลาง ๆ หรือจบไประหว่างการเดินทาง หรือไม่คงทนในการเป็น superstar

ในเรื่องวิชาการ นักวิจัยใช้ผลงานตีพิมพ์บทความในวารสารและรางวัลโนเบลเป็นตัววัด โดยพบว่าในสายฟิสิกส์ และเคมี ในตอนต้นชีวิตของผู้ได้รับรางวัลโนเบลในตอนท้ายนั้นมักเริ่มต้นตีพิมพ์และมีผลต่อวงวิชาการน้อยกว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อรับรางวัลโดยทั่วไป แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นจึงสามารถแซงขึ้นไปจนได้รับรางวัล 

นอกจากนี้พบว่าผู้ที่ได้รับรางวัลแชมป์หมากรุกระดับโลกตอนอายุต่ำกว่า 14 ปี และผู้ได้รับรางวัลตอนเป็นผู้ใหญ่นั้นเป็นคนเดียวกันเพียง 11% นอกจากนี้ผู้ได้รับเหรียญรางวัลกีฬาระหว่างประเทศ (superstar) กับ prodigy ที่เคยได้รับรางวัลเป็นคนเดียวกันเพียง 12%

ในด้านรายได้พบว่า ผู้จบจากมหาวิทยาลัยมีชื่อและผู้ได้รับเงินเดือนสูงสุด 5% ของประเทศ เป็นคนเดียวกัน 15% และคนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเลิศด้านมันสมองตอนอายุ 12 ปี และผู้ที่ได้รับเงินเดือนสูงสุด 5% เป็นคนเดียวกันเพียง 1%

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ prodigy ส่วนใหญ่ไม่เติบโตเป็น superstar ดังที่ควรจะเป็นจากหลักฐานที่กล่าวมามี 3 เหตุผลที่นักวิจัยระบุคือ (1) การเลือกเพื่อจับคู่ prodigy มักไม่มีโอกาสเลือกอาชีพ หรือสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างแท้จริงหากมีโอกาสได้ทำหลายสิ่งก่อนก็จะบรรลุได้ง่ายกว่า ตัวอย่างคือ Rafael Nadal สุดยอดนักเทนนิสของโลก เล่นฟุตบอลและ “ทดลอง” ก่อนเลือกเทนนิส 

(2) การเรียนรู้ การเรียนรู้เป็นทักษะอย่างหนึ่งในตัวของมันเอง หากจะมีทักษะนี้ต้องได้ทดลองและเรียนรู้จนเกิดทักษะ เมื่อทดลองจนชอบและมีทักษะการเรียนรู้แล้ว การพัฒนาตนเองก็เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วกว่ามาก (3) ความจำเจเบื่อหน่าย prodigy จำนวนมาก “หมดไฟ” เพราะความเข้มข้นจากการต้องฝึกฝน และถูกจำกัดอยู่ในสิ่งเดียวเท่านั้น

ประเด็นชวนคิดก็คือ superstar สามารถเกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็น prodigy เสมอไป การพยายามบรรลุศักยภาพของตนเองเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

การเกิดมาแล้ว “นั่งพับเพียบ พนมมือ” ยอมรับสิ่งที่ได้รับมาโดยไม่พัฒนาตนเองถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมทำลายตนเองอย่างแท้จริง พ่อแม่และครูช่วยพัฒนาเด็กได้หากศึกษาและรู้หนทาง (กรุณาดู “ปลุกพลังซ่อนเร้นใน มนุษย์” ของผู้เขียนใน “กรุงเทพธุรกิจ”, 26 สิงหาคม 2565) 

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็น prodigy ก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ อย่าปล่อยให้เป็นไปตามใจชอบของพ่อแม่ การไม่ยัดเยียดแต่ปล่อยให้เขามีเสรีภาพในการเลือก ในการคิด และมีpassion (ดีกรีของอารมณ์) พร้อมกับมีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นเกราะกำบังน่าจะเป็นบทเรียนจากบทความพิสูจน์ความจริงในวันนี้ครับ