บทความนี้เขียนก่อนการลงบัตรเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลางก็คงได้ผู้แทนราษฎรส่วนหนึ่งไปเป็นผู้แทนราษฎรแน่นอนอยู่แล้ว
หลังจากนี้เราก็สามารถจับตาดูได้ว่าพรรคที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายจะผลักดันคำมั่นสัญญาที่มีต่อเด็กไทยอย่างจริงจังหรือไม่อย่างไร
เราเริ่มต้นโดยมาดูปัญหาของเด็กไทยว่าอยู่ที่ตรงไหน หนักหนาสาหัสแค่ไหน ข้อมูลของโครงการอนาคตเด็กและเยาวชนในสังคมไทย พ.ศ. 2590 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พบว่า
สถานภาพของเด็กไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในด้านของโอกาสของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ การสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) พ.ศ. 2566 พบว่า เด็กเล็กของไทยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70) อาศัยอยู่ในครัวเรือนยากจนที่มีรายได้น้อยกว่า 8,333 บาทต่อคนต่อเดือน
ข้อมูลในปี 2559 ชี้ให้เห็นว่าเด็กประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่เข้าข่ายได้รับเงินสวัสดิการสนับสนุนจากรัฐ เพราะการประเมินเกณฑ์เข้มงวดแต่เมื่อรวมกันแล้วปีนึงก็ไม่ถึง 100,000 คน ในขณะที่เรามีเด็กในวัยดังกล่าวทั้งหมดถึงกว่า 3 ล้านคน ต้นทุนของการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งของครอบครัวที่รวยที่สุดสูงกว่าครอบครัวที่จนที่สุดถึง 5.7 เท่า
หมายความว่าคุณภาพชีวิตของเด็กจนต่างจากเด็กรวยถึง 5.7 เท่า แต่ถึงกระนั้นครอบครัวยากจนก็ยังต้องใช้เงินถึง 645,739 บาทในการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคนจนกระทั่งอายุ 21 ปี
เมื่อเด็กไทยเข้าสู่ระบบการศึกษาก็พบว่า การเรียนรู้ของเด็กไทยมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ แม้ว่าจะมีจำนวนชั่วโมงเรียนในหนึ่งวันสูงที่สุดในโลกคือ 9.5 ชั่วโมงต่อวัน (World Population Review 2023) ผลประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA)
ปรากฏว่าเด็กไทยทำคะแนนได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทุกหมวดวิชาและมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ และมีความสามารถในการแยกแยะข่าวจริงกับข่าวปลอมได้ต่ำมากอยู่ในลำดับที่ 76 จาก 77 ประเทศทั่วโลก
นอกจากเด็กไทยจะได้รับการศึกษาที่ไม่ได้คุณภาพและไม่สามารถแข่งขันกับเด็กในนานาประเทศทั่วโลกได้แล้ว ยังมีเด็กอายุ 3 - 18 ปีหลุดออกนอกระบบการศึกษาถึงร้อยละ 8.41 ของเด็กในช่วงอายุเดียวกัน ในด้านสุขภาพจิตเด็กไทยยังมีปัญหาความเครียดสูงและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายกว่าผู้ใหญ่ถึงกว่า 10 เท่า
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น ปัญหาความเปราะบางของเด็กจากความรุนแรงในครอบครัวและสังคม ความเสี่ยงด้านยาเสพติด พนันออนไลน์ และการคุกคามทางไซเบอร์ ปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตของคนไทยโดยดูจากคุณภาพและโอกาสของเด็กไทยในปัจจุบันแล้วน่าเป็นห่วงมาก
เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ในช่วงหาเสียงพรรคการเมืองจะต้องเลือกระหว่างนโยบายที่ดึงดูดการกาบัตรหรือนโยบายประชานิยม หรือนโยบายที่แก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็นซึ่งมักจะเป็นการแก้ไขปัญหาโครงสร้าง
ซึ่งในคราวนี้พรรคการเมืองทั้งหลายก็มักจะเสนอนโยบายใน 3 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มประชานิยมคือช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มสวัสดิการพื้นฐานและการสงเคราะห์เด็กยากจน
กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขยายโอกาสการศึกษาให้กว้างขวางขึ้น แต่ปัญหาที่รุนแรงของเด็กเล็กดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้นโยบายส่วนใหญ่เป็นการตอบโจทย์ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าที่เข้าใจง่าย เน้นการใช้งบประมาณมากกว่าการปรับปรุงการบริหารการศึกษา
ขอยกตัวอย่างนโยบายของพรรคต่าง ๆ ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)และ ThaiPBS ได้สรุปมาดังนี้
พรรคเพื่อไทย เปิดบัญชีเงินฝาก 3,000 บาทตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปีและเปิดศูนย์รับเลี้ยงเด็กทั่วประเทศ นโยบายด้านการศึกษาเน้นนโยบายที่สร้างโอกาสและรายได้ เรียนได้งบ จบได้งานโดยมอบทุน 10,000 บาท 1 ล้านทุนต่อปี
พรรคนี้โยงนโยบายเด็กกับยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเช่น ให้โอกาสเรียนไปมีรายได้ไป ปรับหลักสูตรอาชีวะให้ตรงกับตลาดงาน ให้โรงเรียนใช้ AI ยกระดับคุณภาพการศึกษา และด้วยความเป็นเสี่ยก็ไม่ลืมแจกแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา
พรรคภูมิใจไทย มีนโยบายหนึ่งหมู่บ้านหนึ่งพยาบาลอาสา มีสโลแกนด้านการศึกษาสั้น ๆ ว่าการศึกษาเท่าเทียมพลัส สร้างแพลตฟอร์มการเรียนแห่งชาติ สำหรับการเรียนรู้ฟรีตลอดชีวิตและเชื่อมโยง การศึกษากับภาคเอกชน
พรรคประชาชน เน้นนโยบายสวัสดิการทั่วหน้าตั้งแต่ผลักดันให้อุดหนุนถ้วนหน้าตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ได้ 5 เดือนจนถึงอายุ 6 ปี เป็นจำนวนเงิน 600 บาทต่อเดือน (และขึ้นต่อแบบขั้นบันได) โดยไม่ต้องพิสูจน์ความยากจน มีกล่องรับขวัญเมื่อแรกเกิด 3,000 บาท
ในด้านการปรับปรุงโครงสร้างเน้นการคืนอิสระให้กับโรงเรียนและท้องถิ่นให้ออกแบบหลักสูตรเอง คืนครูให้นักเรียนจากงานเอกสารที่มากมาย สร้างแพลตฟอร์มสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
พรรคประชาธิปัตย์ ถึงฟ้าจะจนแต่ก็ไม่ลืมแจก เสนอเงินอุดหนุนแม่และเด็ก 5,000 บาทในช่วงขวบปีแรก ให้บุฟเฟต์การศึกษา เรียนฟรีต้องฟรีจริง หางานให้ใช้หนี้ กยศ. เช่น ทำงานบริการสังคมหรือดูแลผู้สูงอายุ แพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ English for All และ Learn to Earn
พรรคกล้าธรรม เน้นนโยบายเทคโนโลยีเพื่อกระจายโอกาส สร้างระบบเรียนออนไลน์มาตรฐานเดียวกันกับโรงเรียนชั้นนำให้เด็กทั่วประเทศ เปิดศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะในชุมชน
จะเห็นได้ว่าคำมั่นสัญญาส่วนใหญ่เป็นประชานิยมมาพร้อมกับงบประมาณที่ล่อใจ มีทั้งแจกและแถม และยังมีบางพรรคที่เน้นเรื่องการใช้งบประมาณโดยไม่เปลี่ยนวิธีสอน ไม่เปลี่ยนภาระงานที่จำเป็นของครู ไม่ยกคุณภาพนักเรียน หากเป็นเช่นนี้ แม้เด็กไทยจะกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากขึ้นแต่อาจจะไม่ได้เก่งขึ้น เด็กไทยอาจจะอยู่รอดได้ในวันนี้แต่อาจจะแข่งขันไม่ได้และอยู่ยากในอนาคต
แม้นโยบายที่ทั้งแจกและแถมเป็นส่วนใหญ่อาจจะเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันขาดแคลนมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าเงินอย่างเดียวไม่ได้แก้ปัญหาเด็กไทย ทุกวันนี้ความเปราะบางส่วนหนึ่งเกิดจากเด็กต้องแยกจากพ่อแม่มาอยู่กับตายายในครอบครัวแหว่งกลาง บ้างก็ประสบกับปัญหาความรุนแรงดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะต้องพัฒนากลไกสร้างความอบอุ่นและพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ
สำหรับเรื่องการบริหารจัดการก็ปรากฏว่าไม่มีพรรคใดกล้าพูดว่าจะผ่าตัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้ง ๆ ที่เป็นปราการเหล็กที่ทำให้การปฏิรูปล้มเหลวทุกครั้ง สุดท้ายก็หวังว่าพรรคที่ได้รับเลือกจะนำนโยบายดี ๆ ของตนเองและของพรรคที่ไม่ได้รับเลือกไปใช้ด้วย เพราะประเทศนี้หมดเวลาที่จะกีดกันคู่แข่งแล้ว





